ความรู้เกี่ยวกับไวรัสซิกา (ZIKA VIRUS)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
   ไวรัสซิกา ( zika virus ) เป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับไวรัสไข้เลือดออก ไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese encephalitis virus) ซึ่งมีพาหะนำโรคที่สำคัญ คือ ยุง
   เมื่อเร็วๆนี้ คือในปี 2015 มีการระบาดของไวรัสซิกา ในทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล พบว่าการติดเชื้อไวรัสนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะศีรษะเล็กในทารกแรกเกิด (microcephaly) และความผิดปกติของระบบประสาท ดังนั้นกลุ่มที่มีความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ หญิงตั้งครรภ์
 

     
การแพร่เชื้อ
   พาหะของไวรัสซิกา คือ ยุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ยุงลายบ้าน รองลงมาคือยุงลายสวน ยุงทั้ง 2 ชนิดมักจะกัดในเวลากลางวัน และเป็นพาะของโรคไข้เลือดออกด้วย 
   นอกจากการแพร่เชื้อผ่านยุงแล้ว พบว่าไวรัสซิกายังสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย โดยที่สามารถตรวจพบไวรัสในอสุจิได้นานถึง 60 วันหลังจากเริ่มมีอาการป่วย
  ปัจจุบัน มีหลักฐานข้อมูลหลายอย่างที่สนับสนุนว่ามีการติดต่อของไวรัสซิกาจากแม่ไปสู่ลูก และทำให้ทารกเกิดความพิการทางสมองที่รุนแรงและมีภาวะศีรษะเล็ก สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสในน้ำคร่ำของหญิงตั้งครรภ์ พบไวรัสในเนื้อสมองของทารก แต่ปัจจุบันยังไม่รู้อัตราเสี่ยงว่ามีโอกาสเกิดความพิการเท่าใดเมื่อหญิงตั้งครรภ์ได้รับเชื้อไวรัสเข้ามาในร่างกาย 
 ไวรัสซิกาสามารถติดต่อได้จากการรับบริจาคเลือด องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับบริจาคจากบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดเป็นเวลาน้อยกว่า 28 วัน

อาการของการติดเชื้อไวรัสซิกา
   ยังไม่รู้ระยะฟักตัวของเชื้อที่แน่นอน แต่น่าจะน้อยกว่า 1 สัปดาห์ 
        - โดยส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการ 
        - ผื่นตามร่างกายเป็นลักษณะผื่นแดง นูนเล็กน้อย คัน
        - ไข้ต่ำๆ ในเวลาสั้นๆ น้อยกว่า 3 วัน
        - ข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
        - ตาแดง
        - ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา 

ความผิดปกติของทารกในมารดาตั้งครรภ์
   พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิกา อาจจะแพร่เชื้อไปสู่ทารก ทำให้เกิดความพิการทางสมองที่รุนแรงได้ และมีภาวะศีรษะเล็ก ความเสี่ยงต่อการเกิดทารกศีรษะเล็กจะมากที่สุดเมื่อมารดาได้รับเชื้อในช่วงไตรมาสแรก ( 7-13 สัปดาห์ ) แต่ก็ยังสามารถพบได้ในอายุครรภ์ที่มากกว่านี้ 
   ในทารกที่มีภาวะศีรษะเล็กมีการตรวจพบความผิดปกติของตาร่วมด้วยถึง 29 เปอร์เซ็นต์ 
นอกจากนี้ยังมีอัตราการเกิดทารกเสียชีวิตในครรภ์ ทารกโตช้าในครรภ์ และภาวะน้ำคร่ำน้อยร่วมด้วย

การตรวจวินิจฉัย
        -  ตรวจเลือด มักจะพบไวรัสได้ไม่เกิน 5 วันหลังเริ่มมีอาการป่วย
        - ตรวจปัสสาวะ มีโอกาสตรวจพบไวรัสได้นานกว่า บางรายตรวจพบได้ถึง 20 วันหลังมีอาการป่วย

การรักษา
   ยังไม่มีการรักษาแบบจำเพาะสำหรับการติดเชื้อไวรัสซิกา ทำเพียงรักษาตามอาการเท่านั้น ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการเล็กน้อยและหายได้เอง แต่เนื่องจากโรคมีผลต่อทารกในครรภ์มาก จึงมุ่งเน้นที่การดูแลหญิงวัยเจริญพันธุ์ และหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสติดเชื้อ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทความครั้งหน้า