9 คำถามน่ารู้ เกี่ยวกับ เด็กหลอดแก้ว
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 

1. เด็กหลอดแก้วคืออะไร  
    การทำ “เด็กหลอดแก้ว” หรือ “IVF” (In Vitro Fertilization) หมายถึง การช่วยในการปฏิสนธิของไข่และตัวอสุจิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ ภายใต้สิ่งแวดล้อมอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับภายในร่างกาย เมื่อไข่และอสุจิผสมกันก็จะได้เป็นตัวอ่อน “ embryo” เมื่อได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์ ก็นำกลับเข้าภายในโพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นทารกภายในโพรงมดลูกต่อไป
 
2. เด็กหลอดแก้ว แตกต่างจากการผสมเทียมอย่างไร  
     “การผสมเทียม” ( IUI ) หมายถึง การฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในโพรงมดลูก โดยจะมีการเตรียมเชื้ออสุจิ  เพื่อให้ได้ตัวอสุจิที่แข็งแรงก่อนที่จะฉีดเข้าโพรงมดลูก วิธีนี้จะทำให้เชื้ออสุจิจำนวนมากเข้าไปในโพรงมดลูก แต่อาจจะมีหรือไม่มีการปฏิสนธิกับไข่ก็ได้ แต่การทำ“เด็กหลอดแก้ว เป็นการนำเอาไข่ของสตรีออกมาภายนอกร่างกายแล้วมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องปฏิบัติการ   
     ความแตกต่างที่สำคัญคือ จะมีการทำปฏิสนธิให้ในขบวนการทำ “เด็กหลอดแก้ว” กับการปฏิสนธิเองใน “การผสมเทียม”
 
3. ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว 
- การกระตุ้นไข่ โดยใช้ยาฮอร์โมนฉีดเพื่อให้มีจำนวนไข่ที่มากขึ้นกว่าในรอบธรรมชาติ และให้มีคุณภาพไข่ที่ดีขึ้น ขั้นตอนนี้จะเริ่มเมื่อผู้ป่วยมีประจำเดือน 2-3 วันแรก และจะฉีดยาประมาณ 8-12 วัน
- การเก็บไข่ ขั้นตอนนี้จะทำหลังจากที่กระตุ้นไข่ได้ขนาดและจำนวนที่เหมาะสมแล้ว โดยส่วนใหญ่จะทำการเก็บไข่ภายใต้การฉีดยาให้สลบ เพราะตอนเก็บไข่ต้องใช้เข็มขนาดยาวสอดทางช่องคลอดและไปดูดไข่จากรังไข่ออกมา
- การทำปฏิสนธิ มีวิธีการใหญ่อยู่ 2 แบบ
1. การเตรียมเชื้ออสุจิที่แข็งแรงจำนวนหลักแสนตัวต่อไข่ 1 ใบ และให้เกิดการปฏิสนธิกันเอง โดยวิธีนี้ตัวอสุจิที่แข็งแรงจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ก่อน เป็นการคัดเลือกทางธรรมชาติระดับหนึ่ง แต่ต้องระวังในกรณีที่อสุจิมีความผิดปกติมาก อาจทำให้ไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ไข่ใบนั้นก็จะใช้ไม่ได้เลย
2. การทำปฏิสนธิให้ “ICSI” วิธีนี้จะเป็นการคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรง 1 ตัวเจาะเข้าไปภายในฟองไข่ 1 ใบ เป็นการยืนยันขั้นตอนการปฏิสนธิว่าเกิดขึ้นแน่นอน มักใช้ในกรณีที่น้ำเชื้อมีความผิดปกติมาก หรือเป็นกรณีที่สงสัยว่าจะมีปัญหาเรื่องการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ
- การเลี้ยงตัวอ่อน เป็นการเลี้ยงตัวอ่อนที่ผ่านการปฏิสนธิมาแล้ว ให้เจริญเติบโตเป็นระยะตามเกณฑ์ โดยทั่วไปจะเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงประมาณ 2-5 วัน คือระยะ 4 เซลล์จนถึงระยะ “บลาสโตซิสท์
- ขั้นตอนการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก เป็นการนำตัวอ่อนที่เลี้ยงได้ระยะที่ต้องการใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อรอการฝังตัว เมื่อตัวอ่อนฝังตัวแล้วประมาณ 7-14 วันก็จะสามารถตรวจเลือดพบการตั้งครรภ์ได้
- ขั้นตอนการแช่แข็งตัวอ่อน ในกรณีที่มีตัวอ่อนเหลือจากการใส่ตัวอ่อนครั้งแรก เราสามารถนำตัวอ่อนที่เหลือนั้นมาทำการแช่แข็งไว้ และสามารถละลายตัวอ่อนนั้นมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไปโดยที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ใหม่ หรือบางครั้งทำการกระตุ้นไข่ไปแล้วผนังโพรงมดลูกไม่ดีไม่เหมาะในการใส่ตัวอ่อน เราก็นำตัวอ่อนมาแช่แข็งไว้ก่อนรอใส่ในโอกาสถัดไปได้
 
4. ทำเด็กหลอดแก้วต้องใส่ตัวอ่อนกลับกี่ตัวอ่อน  
    โดยทั่วไปแล้วจะใส่ตัวอ่อนจำนวน 3 ตัวอ่อน ถ้าเป็นระยะใส่ตัวอ่อนวันที่ 3 (ระยะ 8 เซลล์ ) และใส่ 2 ตัวอ่อนถ้าเป็นระยะใส่ตัวอ่อนวันที่ 5 ( ระยะบลาสโตซิสท์ ) เนื่องจากเป็นจำนวนตัวอ่อนที่ใส่แล้วมีโอกาสตั้งครรภ์มากที่สุดโดยที่เกิดภาวะแทรกซ้อน (ครรภ์แฝด) ที่สามารถยอมรับได้ เพราะถ้าใส่ตัวอ่อนมากเกินไปโอกาสเกิดครรภ์แฝดก็จะมากขึ้น จนก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้
     อย่างไรก็ตามไม่มีข้อกำหนดตายตัวในเรื่องของจำนวนการใส่ตัวอ่อน สามารถพูดคุยถึงข้อดีข้อเสีย ผลที่จะเกิดขึ้นกับแพทย์ที่ทำการรักษาก่อนใส่ตัวอ่อนได้เสมอ

5. การปฏิบัติตัวหลังจากใส่ตัวอ่อน  
    หลังจากใส่ตัวอ่อนแล้ว แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนพักประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับบ้าน โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องนอนพักค้างคืนในโรงพยาบาล เมื่อกลับบ้านแนะนำให้พักผ่อนมากๆ 2-3 วัน ไม่ควรทำงานหนัก ออกกำลังกายหนักๆ ไม่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเบ่งหรือเกร็งในช่องท้อง งดเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน เมื่อใส่ตัวอ่อนแล้วประมาณ 7-14 วันก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้
 
6. อัตราการตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้วเป็นอย่างไร
    โอกาสตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้วแต่ละครั้ง ( ใส่ตัวอ่อน 1 ครั้ง ) จะเท่ากับ 30-35% โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่นปัจจัยที่ทำให้การตั้งครรภ์ลดลง คือ อายุมารดาที่มากขึ้น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การใส่ตัวอ่อนน้อย
 
7. สามารถทำเด็กแฝดได้หรือไม่
    การใส่ตัวอ่อนแต่ละครั้งมีโอกาสเกิด “ครรภ์แฝด” ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอ่อนที่ใส่ ถ้าใส่ตัวอ่อน 1 ตัวก็จะไม่เกิดครรภ์แฝด แต่ถ้าใส่ตัวอ่อน 2 ตัวอ่อนก็จะมีโอกาสเกิด “ครรภ์แฝด” ได้ หรือถ้าใส่ 3 ตัวอ่อนก็จะมีโอกาสเกิด แฝดสอง หรือแฝดสามได้ โดยถ้านับเฉพาะกรณีที่ตั้งครรภ์ โอกาสเกิดเด็กคนเดียว 75 % แฝดสอง 20 % และแฝดสาม น้อยกว่า 5% ทารกที่เป็นเด็กแฝดจาก “การทำเด็กหลอดแก้ว” จะเป็นแฝดที่หน้าตาไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แฝดแท้
 
8. ต้องทำกี่ครั้งจึงจะประสบผลสำเร็จ
    ไม่สามารถบอกได้แน่นอน บางคนทำครั้งเดียว บางคนทำ 2 ครั้ง บางคนทำ 3 ครั้ง จึงจะตั้งครรภ์ ในขณะที่บางคนทำอย่างไรก็ไม่ท้อง แต่ถ้าดูตามอัตราประสบความสำเร็จที่ 30-35 % นั่นหมายความว่า โดยเฉลี่ยอาจจะต้องทำ 3 ครั้งจึงจะประสบความสำเร็จ
    แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในแต่ละคู่สมรสที่มาทำการรักษา ก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไป บางปัญหาอาจจะมีโอกาสตั้งครรภ์มากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เช่น กรณีที่มีบุตรยากจากการทำหมันมา หรือมีปัญหาท่อนำไข่ตีบตัน ปัญหาเรื่องการไม่ตกไข่
    บางปัญหาจะมีอัตราประสบความสำเร็จต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูกที่แก้ไขไม่ได้ อายุของฝ่ายหญิงที่มากขึ้น เป็นต้น
 
9. การทำ “เด็กหลอดแก้ว” เหมือนกับการทำ “กิ๊ฟ” หรือไม่ 
    การทำ “กิ๊ฟ” เป็นขบวนการช่วยรักษาผู้มีบุตรยากแบบเก่า เป็นการส่องกล้องเข้าช่องท้องและฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปที่ปีกมดลูก ให้เชื้ออสุจิเข้าไปทำปฏิสนธิกับไข่เองที่ปีกมดลูก แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้วิธี “กิ๊ฟ” แล้ว เราใช้วิธี “การทำเด็กหลอดแก้ว” เนื่องจากมีการพัฒนาการทำปฏิสนธินอกร่างกาย และสามารถเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายได้ และไม่จำเป็นต้องส่องกล้องผ่าตัดเข้าไปในช่องท้องเหมือนกับการทำ “กิ๊ฟ” และอัตราการตั้งครรภ์ของการทำ “เด็กหลอดแก้ว” ก็มากกว่าอย่างชัดเจน ดังนั้นในปัจจุบันจึงไม่มีการทำ “กิ๊ฟ” แล้ว