ภาวะเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
 
โรคเบาหวาน เกิดจากภาวะที่ร่างกายขาดอินสุลิน หรือมีภาวะดื้อต่อการทำงานของอินสุลิน ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลานานก็ทำให้การทำงานของอวัยวะสำคัญ ๆ ของร่างกายผิดปกติได้ โรคเบาหวานนี้เกิดขึ้นในสตรีตั้งครรภ์ได้เช่นกัน ซึ่งผู้ป่วยอาจเป็นเบาหวานตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ หรือเพิ่งเริ่มเป็นในระหว่างตั้งครรภ์ก็ได้ ทั้ง 2 กรณีอาจส่งผลเสียต่อคุณแม่และทารกที่อยู่ในครรภ์ โดยทำให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติแต่กำเนิดมากขึ้นกว่าปกติ และทำให้ทารกในครรภ์เกิดภาวะขาดออกซิเจนตอนอยู่ในครรภ์ ทำให้เสียชีวิตได้
 
 
ภาวะเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์
 
ภาวะเบาหวานที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ พบได้ประมาณ 5% ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดได้แก่
- มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นเบาหวาน
- อายุ 30 ปีขึ้นไป
- เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิด 4000 กรัมขึ้นไป
- เคยคลอดบุตรที่มีความพิการแต่กำเนิด หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ โดยไม่ทราบสาเหตุ
- เคยเป็นภาวะเบาหวานในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
- มีน้ำหนักตัวมาก
- ตรวจพบภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ
- ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
 
หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงที่กล่าวมา ควรได้รับการตรวจคัดกรองเพื่อวินิจฉัยภาวะเบาหวานในขณะฝากครรภ์ โดยการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาลหลังจากกินน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม ถ้าผลการตรวจพบว่าผิดปกติ ก็ต้องตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาลก่อนและหลังรับประทานน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม
 
ในกรณีที่ตรวจไม่พบความผิดปกติในครั้งแรก ควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์ได้ 24-28 สัปดาห์ และช่วง 32 สัปดาห์
 
 
ผลของภาวะเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ต่อมารดาและทารก
 
ผลเสียต่อมารดา  
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ หรือครรภ์เป็นพิษได้
- เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
 
ผลเสียต่อทารกในครรภ์
- มีโอกาสแท้งบุตรสูงขึ้น
- เพิ่มโอกาสทารกเสียชีวิตในครรภ์ เนื่องจากการขนส่งออกซิเจนจากมารดาไปทารกน้อยลง ตัวรกเองก็มีความผิดปกติด้วย ทำให้การขนส่งออกซิเจนไปลูกน้อยลงไปอีก
- มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดสูงขึ้น
- ทารกอาจมีน้ำหนักตัวมากทำให้คลอดลำบาก และมีการบาดเจ็บต่อทารกระหว่างการคลอดได้สูงขึ้น
- เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ระดับเกลือแร่ต่างๆ ผิดปกติหลังคลอด เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดแม่ที่สูง ถูกส่งไปยังทารก ทำให้ตับอ่อนทารกมีการสร้างอินซูลินออกมามาก เมื่อตัดสายสะดือ น้ำตาลในเลือดแม่ก็จะไม่ผ่านสายสะดือมาที่ลูกแล้ว อินซูลินที่มีอยู่มากในตัวทารก ก็จะทำให้น้ำตาลในเลือดลูกลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้หยุดหายใจ หรือ ชักได้ จำเป็นต้องให้น้ำตาลทางเส้นเลือดกับทารก
 
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถป้องกันหรือลดความรุนแรงลงได้ ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับการตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ
 
 
การดูแลรักษาภาวะเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์
 
จุดประสงค์หลักของการรักษา คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับปกติให้มากที่สุด โดยการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรลดอาหารประเภท น้ำตาลและแป้ง และเพิ่มอาหารประเภทโปรตีน และผักให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักจำพวกใบเพราะมีใยอาหารและวิตามินมาก ควรรับประทานนมสดชนิดจืดหรือพร่องมันเนย หลีกเสี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ แตงโม
 
แต่หากการควบคุมอาหารดังกล่าวไม่ได้ผลก็จำเป็นต้องใช้ยาฉีดอินสุลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ถ้าควบคุมได้ไม่ดีก็จำเป็นต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อปรับยาอย่างใกล้ชิด
 
ในระหว่างการฝากครรภ์ อาจจะต้องมีการตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลบ่อยขึ้น ทั้งตรวจด้วยตนเองที่บ้านโดยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว และตรวจที่โรงพยาบาลโดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดที่แขน แพทย์อาจจะนัดตรวจครรภ์บ่อยกว่าปกติเพื่อประเมินสุขภาพของมารดาและทารก
 
 
การดูแลรักษาหลังคลอดบุตร
 
ภายหลังคลอดบุตรแล้วส่วนใหญ่ภาวะเบาหวานจะดีขึ้นเอง ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพิ่มเติม ยกเว้นในรายที่เป็นภาวะเบาหวานมาตั้งแต่ก่อนมีการตั้งครรภ์ ก็จะต้องดูแลรักษาต่อเนื่อง แต่ต้องมีการปรับระดับยาให้เหมาะสมใหม่หลังคลอดบุตร
 
สตรีที่มีภาวะเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานในอนาคตสูงกว่าสตรีที่ตั้งครรภ์ปกติ จึงควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำต่อเนื่องไปหลังคลอดบุตรแล้ว และควรตรวจเลือดเป็นประจำทุกปีเพื่อหาการเกิดโรคเบาหวาน