การใช้ยาขณะตั้งครรภ์
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 

ในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรจะต้องระมัดระวังในเรื่องของการใช้ยาประเภทต่างๆ เนื่องจากยาบางประเภทเมื่อใช้แล้ว อาจจะส่งผลเสียที่ร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ เช่น การสร้างอวัยวะของทารกทำให้เกิดความพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาในช่วงไตรมาสแรก ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง ยาต่างๆสามารถแบ่งประเภทตามลำดับขั้นได้ดังนี้
 
องค์การอาหารและยาได้มีการแบ่งขั้นของยา เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาในสตรีตั้งครรภ์ ไว้ดังต่อไปนี้
 
ลำดับขั้นของยาต่อการตั้งครรภ์ ระดับ A
ข้อมูลจากการศึกษาในคนไม่พบว่ามีอันตรายต่อทารกในครรภ์ เช่น กรดโฟลิก

ลำดับขั้นของยาต่อการตั้งครรภ์ ระดับ B
ข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองไม่พบอันตรายต่อลูกสัตว์ในครรภ์แต่ไม่มีข้อมูลในคน หรือ มีข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่ามีผลกระทบต่อลูกสัตว์ในครรภ์แต่ข้อมูลจากการศึกษาในคนไม่พบว่ามีอันตรายต่อทารกในครรภ์ เช่น amoxicillin

ลำดับขั้นของยาต่อการตั้งครรภ์ ระดับ C
มีข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองว่ามีผลกระทบต่อลูกสัตว์ในครรภ์แต่ยังไม่มีข้อมูลจากการศึกษาในคน หรือ ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทั้งในคนและในสัตว์ เช่น brufen

ลำดับขั้นของยาต่อการตั้งครรภ์ ระดับ D
มีข้อมูลว่าจากการศึกษาในคนว่ามีผลกระทบต่อทารกในครรภ์แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ยา มีมากกว่าโทษของยา เช่นยานอนหลับ diazepam

ลำดับขั้นของยาต่อการตั้งครรภ์ ระดับ X
มีข้อมูลชัดเจนว่ามีอันตรายต่อทารกในครรภ์ เช่นยารักษาสิว isotretinoin , cafergot
 
คุณแม่ที่ใช้ยา จะส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วย เพราะยาในกระแสเลือดแม่จะผ่านจากรก เข้าสู่กระแสเลือดของทารกได้ เหมือนกับน้ำ สารอาหารและออกซิเจน โดยที่ยาจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ปริมาณยาที่ได้รับ ชนิดของยา ช่องทางการบริหารยา อายุครรภ์ของทารก เป็นต้น
 
ผลของยาในแต่ละช่วงอายุครรภ์ของทารก

ยาอาจส่งผลต่อทารกและเกิดความรุนแรงได้ตามอายุครรภ์ดังนี้
 
- 3 สัปดาห์แรก เป็นช่วงการเจริญเติบโตของเซลล์ตัวอ่อน มีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว ถ้าแม่ได้รับยาที่มีอันตรายต่อทารก อาจทำให้เกิดการแท้งหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้

- สัปดาห์ที่ 3-8 เป็นช่วงของการสร้างอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบหลอดเลือด สมอง แขน ขา หากแม่ตั้งครรภ์ ได้รับยาที่มีอันตรายจะส่งผลต่อการสร้างอวัยวะทุกส่วนของทารก ทำให้ทารกมีความพิการได้

- สัปดาห์ที่ 8 เป็นต้นไป ทารกมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จากช่วงแรกที่เป็นการพัฒนาระบบอวัยวะต่างๆ ในช่วงหลัง 8 สัปดาห์นี้จะเป็นการพัฒนาในเรื่องของการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ ได้รับยาจะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของอวัยวะ แต่จะมีผลกระทบน้อยกว่าช่วง 8 สัปดาห์แรก
 
ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อยและมีผลต่อทารกในครรภ์
 
1. ยา Isotretinoin จัดอยู่ในระดับ X เป็นยากินใช้รักษาสิวชนิดรุนแรง มีผลทำให้เด็กทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิดได้ และแม้ว่าเด็กทารกที่คลอดออกมาจะมีความปกติแต่ก็ อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะพบความบกพร่องทางสมองและเชาว์ปัญญาได้ ถ้าสตรีได้รับยาชนิดนี้ควรจะต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 3-6 เดือน

2. ฮอร์โมนเพศ อาจส่งผลต่อการพัฒนาการของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ และการสืบพันธุ์ของทารก ให้ผิดปกติได้

3. ยากันชัก จัดอยู่ในระดับ D เช่น phenytoin, carbamazepam อาจส่งผลผิดปกติต่ออวัยวะหลายระบบ เช่น หัวใจ กระดูกสันหลัง ใบหน้า และปัญญาอ่อนได้ แต่เนื่องจากเป็นยาที่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นแนะนำให้ใช้ยาแค่เพียงตัวเดียว และในระดับยาที่น้อยที่สุดที่สามารถควบคุมอาการโรคได้

4. ยารักษาโรคไมเกรนกลุ่ม จัดอยู่ในระดับ X เช่น ergotamine cafergot ส่งผลต่อการบีบตัวของมดลูก อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้

5. ยากลุ่มแอสไพริน ซึ่งเป็นยาแก้ปวดลดไข้ แก้อักเสบ อาจส่งผลรบกวนการแข็งตัวของเลือด และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในขณะตั้งครรภ์ได้

6. ยารักษาเบาหวาน ยาชนิดรับประทาน การใช้จะปรับระดับยายาก ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ และยังผ่านรกได้ทำให้ทารกแรกคลอดเกิดภาวะน้ำตาลต่ำด้วย โดยทั่วไปจะใช้เป็นยาอินสุลินชนิดฉีดแทน
 
ยาที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ 
 
1. ยาลดไข้แก้ปวด
ยาพาราเซตตามอล เป็นยาที่ปลอดภัยสำหรับแมและทารกในครรภ์ ใช้ขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง เวลาปวดหรือเป็นไข้
 
2. ยาลดน้ำมูกแก้แพ้
ยาคลอเฟนิรามีน สามารถใช้ในการลดน้ำมูก แก้ภูมิแพ้ได้อย่างปลอดภัย แต่ข้อเสีย คือทำให้ง่วงซึม ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ
 
3. ผงเกลือแร่
ผงเกลือแร่บรรจุเป็นซอง สามารถใช้เพื่อทดแทนการสูญเสียเกลือแร่ ในกรณีท้องเสีย หรืออุจจาระร่วงได้  
 
สรุป การใช้ยาในสตรีตั้งครรภ์ ต้องมีความระมัดระวังมากกว่าในคนปกติ เพราะยาที่คุณแม่ได้รับอาจจะส่งผลกระทบไปสู่ทารกในครรภ์ได้เสมอ ตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อย ถึงความพิการ และอาจทำให้แท้งหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อจะใช้ยาควรจะปรึกษาแพทย์ที่ทำการฝากครรภ์ก่อนเสมอ