ถุงน้ำรังไข่ (ovarian cyst)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
เนื้องอกรังไข่ หรือ “ซิสท์ที่รังไข่” เป็นโรคของระบบสืบพันธุ์ของสตรีที่พบได้บ่อยเป็นลำดับต้นๆ ดังนั้นผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญและทำความรู้จักไว้ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกัน และรู้วิธีรักษา
 
ซีสต์รังไข่ เกิดขึ้นได้อย่างไร 
 
อวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเรามีโอกาสที่จะเกิดซิสต์ได้ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง เนื้อเยื่อไขมัน อวัยวะภายใน เช่นตับ ไต รังไข่ หรือ แม้กระทั่งสมองก็เกิดซิสต์ได้ ในผู้หญิงจะมีระบบอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง โดยเฉพาะรังไข่ที่มีโอกาสเกิดซิสต์ขึ้นได้บ่อยๆ เนื่องจากโดยธรรมชาติรังไข่จะมีการสร้างของเหลวจากเซลล์ของรังไข่อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็จะมีการสร้างฟองไข่ทุกๆรอบเดือน ถ้าฟองไข่นั้นไม่มีการตกไข่ก็อาจจะกลายเป็นซิสท์ได้เหมือนกัน
 
ถุงน้ำรังไข่มี 2 ประเภท
 
  1. ถุงน้ำรังไข่ธรรมดา (Functional Cyst) คือ ถุงน้ำรังไข่ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของฟองไข่ตามธรรมชาติซึ่งมีทุกรอบเดือน และถุงน้ำนี้จะมีการแตกออกเพื่อทำให้ไข่ตก แต่กรณีที่ไม่มีการตกไข่เกิดขึ้น ถุงน้ำนี้ก็จะยังคงอยู่ทำให้เกิดเป็นซิสท์ขึ้น แต่หลังจากนั้นถุงน้ำนี้ก็จะสามารถยุบตัวไปได้เอง
  2. เนื้องอกถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Tumor) คือ เนื้องอกหรือถุงน้ำรังไข่ที่ไม่สามารถยุบตัวลงได้เอง เป็นได้ทั้งเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (ไม่ใช่มะเร็ง) หรือ ชนิดร้ายแรง (เป็นมะเร็ง) ก็ได้ เช่น dermoid cyst (ถุงน้ำเดอมอยด์) ภายในถุงน้ำจะมีไขมัน เส้นผม กระดูกและฟัน endometriotic cyst ภายในจะเป็นเลือดประจำเดือนที่ไหลย้อนจากมดลูกเข้ามาในช่องท้องและสะสมรวมกันเป็นซิสท์

 
อาการของซิสต์รังไข่
 
โดยส่วนใหญ่ซิสท์รังไข่จะไม่มีสัญญาณเตือนหรือมีอาการใดๆชัดเจน แต่โดยมากผู้ป่วยมักจะมาตรวจพบเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจพบโดยบังเอิญเวลาที่มาตรวจโรคอื่น ในผู้ป่วยที่มีอาการอาจจะพบลักษณะดังนี้

- ปวดท้องน้อย โดยเฉพาะถ้าการปวดนั้นสัมพันธ์กับการมีประจำเดือนก็อาจสงสัยว่าจะเป็นช็อกโกแลตซีสต์
-
อาการจากการกดเบียดอวัยวะอื่นๆรอบข้าง เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากซิสต์ที่โตไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้รู้สึกอย่างปัสสาวะบ่อยๆ
-
อาการปวดหน่วง ๆ ท้องน้อย ไม่มากแต่เป็นแบบปวดรำคาญ
-
หน้าท้องโตขึ้น
-
ถ้าถุงน้ำนั้นมีการแตกหรือบิดขั้ว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลัน
-
ประจำเดือนมาผิดปกติ เนื่องจากถุงน้ำนั้นมีการสร้างฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ
-
ถุงน้ำบางประเภทมีการสร้างฮอร์โมนเพศชายมากขึ้นอาจจำทำให้ผู้ป่วยมี ขนดก สิว หน้ามันจากการที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนในร่างกายมากกว่าหญิงทั่วไป

การตรวจวินิจฉัยถุงน้ำรังไข่

จากการซักประวัติ อาการที่ผู้ป่วยมาพบ เช่นคลำได้ก้อนที่หน้าท้อง ปวดประจำเดือนมาก ปัสสาวะบ่อยขึ้น ประจำเดือนมาไม่ปกติ เมื่อทำการถามประวัติแล้วก็จะตรวจวินิจฉัยยืนยันด้วยการตรวจภายใน และการทำอัลตราซาวน์ หรือบางรายถ้าไม่แน่ใจก็อาจใช้การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT scan )

การแยกถุงน้ำรังไข่จากมะเร็ง

ถือว่าเป็นจุดที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วถุงน้ำรังไข่ จะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้ค่อนข้างน้อย แต่แพทย์ก็ต้องทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อแยกให้ได้ระหว่างถุงน้ำรังไข่ธรรมดา กับมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ หรือการอัลตราซาวน์พบถุงน้ำขอบไม่เรียบ มีลักษะคล้ายส่วนของของแข็งในถุงน้ำ มีน้ำในช่องท้อง ถุงน้ำโตเร็ว เมื่อสงสัยก็จะต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเจาะเลือดหาสารเคมีในร่างกาย ถ้าแยกไม่ได้ชัดเจน ก็ต้องผ่าตัดเพื่อให้ได้ส่วนของชิ้นเนื้อมาตรวจเซลล์จากกล้องจุลทรรศน์

การรักษาถุงน้ำรังไข่

- ตรวจติดตาม ในรายที่สงสัยว่าเป็นถุงน้ำรังไข่แบบธรรมดา (functional cyst) จะนัดตรวจติดตามดูก่อนว่าซิสท์จะยุบไปได้หรือไม่ ในบางรายอาจจะให้ทานยาคุมกำเนิด แล้วนัดตรวจซ้ำ ในอีก 2-3 เดือน ถ้าซีสต์ไม่ยุบหรือโตขึ้น แสดงว่าไม่ใช่ functional cyst ก็ต้องทำการรักษาขั้นต่อไป

- การให้ฮอร์โมน มักใช้ในผู้ป่วยที่เป็น endometriotic cyst หรือซิสท์ช็อกโกแลต ฮอร์ดมนที่ให้มีตั้งแต่ยาคุมทั้งชนิดกิน และฉีด ฮอร์โมนที่กดการทำงานของรังไข่ เป็นต้น จุดประสงค์เพื่อควบคุมตัวโรคไว้ไม่ให้ลุกลามมากขึ้น หรือลดอาการปวด

- การผ่าตัด เมื่อตรวจมั่นใจแล้วว่าเป็นซิสต์ที่รังไข่ที่ไม่ใช่ functional cyst เช่น ช็อกโกแลตซิสต์ขนาดใหญ่ หรือมีผลต่อการมีบุตรยาก, dermoid cyst ซีสต์ที่เป็นมะเร็งรังไข่ แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาซิสท์ออก
 
บางครั้งอาจจะต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉิน ถ้าเป็นภาวะถุงน้ำรังไข่แตก ถุงน้ำรังไข่มีการบิดขั้ว ซึ่งลักษณะนี้เกิดได้ทั้ง functional cyst และเนื้องอกถุงน้ำรังไข่ ผู้ป่วยจะปวดมาก และต้องให้การผ่าตัดรักษาทันที

ถุงน้ำรังไข่ขณะกำลังตั้งครรภ์

ถ้าตรวจพบถุงน้ำรังไข่ ในขณะตั้งครรภ์จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการบิดขั้ว หรือแตกได้ถ้าถุงน้ำนั้นมีขนาดใหญ่มากกว่า 8 เซนติเมตร ถ้าไม่ผ่าตัดและถุงน้ำนั้นแตกก็จะทำให้มารดาตั้งครรภ์นั้นแท้งบุตรได้ แพทย์จึงมักจะแนะนำให้ผ่าตัดในไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่มีความปลอดภัยต่อทารกมากกว่าระยะอื่นๆ

การป้องกันการเกิดถุงนำรังไข่

โดยทั่วไปถุงน้ำรังไข่มักจะไม่แสดงอาการ ดังนั้นจึงควรจะต้องตรวจเช็คร่างกาย ตรวจภายในเป็นระยะรวมทั้งอัลตราซาวน์ในช่องท้อง เพื่อคอยตรวจหาภาวะถุงน้ำรังไข่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว