ท้องลม (blighted ovum)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
ภาวะท้องลมคือ เป็นการแท้งลูกแบบหนึ่ง เกิดในช่วงระยะไตรมาสของการตั้งครรภ์ จะพบการตั้งครรภ์เกิดในโพรงมดลูกแต่ไม่มีตัวทารกในถุงการตั้งครรภ์ มีแต่ถุงการตั้งครรภ์เปล่าๆ ต่างจากการตั้งครรภ์ปกติซึ่งจะตรวจพบทั้งถุงการตั้งครรภ์ และตัวทารก
 
ท้องลมสามารถเกิดขึ้นได้กับหญิงตั้งครรภ์ทุกคน แต่จะพบมากขึ้นตามอายุหญิงตั้งครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่เคยเป็นท้องลมส่วนใหญ่จะสามารถตั้งครรภ์ได้ปกติในครั้งต่อไป
 
มารดาที่มีภาวะท้องลมจะมีความรู้สึกเหมือนมารดาที่มีการตั้งครรภ์ตามปกติ โดยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ การตรวจระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ก็จะเหมือนครรภ์ปกติเกือบทุกประการ ส่วนใหญ่จะทราบว่าการตั้งครรภ์นี้เป็นท้องลมได้ จากการตรวจอัลตราซาวน์ โดยเมื่อทำการอัลตราซาวน์จะพบแต่ถุงน้ำการตั้งครรภ์ โดยที่ไม่พบส่วนของตัวทารก และเมื่อมีการติดตามซ้ำอีก 1-2 สัปดาห์จะพบว่าถุงน้ำมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่สามารถตรวจพบตัวเด็กอีกเช่นเคย เมื่อแพทย์พบลักษณะแบบนี้ก็จะชี้ชัดได้ว่าการตั้งครรภ์นี้เป็นท้องลม
 
 
สาเหตุของภาวะท้องลม
 
ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดภาวะท้องลมว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เชื่อกันว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยในการตั้งครรภ์ที่ปกติเมื่อมีการปฏิสนธิของไข่กับตัวอสุจิแล้ว จะมีการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อน เมื่อเซลล์ของตัวอ่อนเจริญเติบโตขึ้นก็จะมีบางส่วนพัฒนาต่อเป็นส่วนของรก และบางส่วนพัฒนาต่อไปเป็นทารก
 
บางครั้งการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างตัวอ่อนผิดพลาด (ซึ่งอาจเกิดตั้งแต่ช่วงปฏิสนธิ ทำให้ตัวอ่อนมีโครโมโซมมากหรือน้อยเกินไป) ทำให้ไม่มีการสร้างตัวทารกขึ้นมา แต่เซลล์ในส่วนของการสร้างถุงน้ำคร่ำ และรกก็ยังคงพัฒนาต่อไปได้
 
การวินิจฉัยภาวะท้องลม
 
โดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ หากวัดขนาดของถุงน้ำคร่ำมีขนาดใหญ่กว่า 20-25 มิลลิเมตร โดยที่ยังไม่พบตัวอ่อนเจริญเติบโตอยู่ในถุงน้ำ ก็สงสัยว่าน่าจะเป็นภาวะท้องลม โดยทั่วไปก็จะมีการตรวจติดตามซ้ำอีกครั้งในช่วง 1-2 สัปดาห์ ถ้าตรวจแล้วยังไม่พบตัวอ่อนในถุงน้ำคร่ำอีก ก็จะสามารถยืนยันว่าเป็นภาวะท้องลม
 
การรักษาภาวะท้องลม
 
เมื่อตรวจพบว่าเป็นภาวะท้องลมสามารถรักษาโดย
 
1. รอดูอาการและรอให้ร่างกายช่วยขับส่วนที่เป็นถุงน้ำและรกออกมาเอง เมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินถึงระยะเวลาหนึ่ง ฮอร์โมนการตั้งครรภ์จะลดลงแต่อาจจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ ร่างกายจะช่วยกำจัดถุงน้ำในมดลูกออกมาได้เอง ข้อดีของวิธีนี้คือ ไม่ต้องให้ยาสลบเพื่อทำการขูดมดลูก และผนังโพรงมดลูกไม่เป็นแผล แต่ก็มีข้อเสียในกรณีที่เนื้อเยื่อไม่ยอมหลุดลอกคุณแม่ก็จะต้องรอไปนานมาก หรือบางครั้งมีการหลุดลอกเนื้อเยื่อแต่ออกไม่หมดก็จำเป็นต้องมาขูดมดลูกว้ำทีหลัง
 
2. ในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถขับถุงน้ำออกมาได้เอง หรือคุณแม่ต้องการยุติการตั้งครรภ์โดยเร็ว ก็จะใช้การขูดมดลูกเพื่อลอกเนื้อเยื่อที่ค้างอยู่ภายในมดลูกออก
 
ภายหลังจากการรักษาภาวะท้องลม
 
เมื่อการตั้งครรภ์ภาวะท้องลมสิ้นสุดลง คุณแม่ก็จะมีประจำเดือนมาตามปกติใน 1-2 เดือน ในช่วงนี้ควรพักผ่อนและคุมกำเนิดเพื่อเป็นการพักในส่วนของมดลูกซัก 2-3 เดือน
 
ภายหลังจากการตั้งครรภ์ภาวะท้องลม คุณแม่ส่วนมากจะสามารถกลับมามีลูกได้ตามปกติในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป เมื่อทราบว่ามีการตั้งครรภ์คุณแม่ก็ควรจะรีบพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจอัลตราซาวน์แต่เนิ่น ๆ เพื่อทำให้คุณอุ่นใจขึ้น และคลายความกังวล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถ้าตั้งครรภ์ได้ 6-7 สัปดาห์ การตรวจอัลตราซาวน์ก็จะสามารถตรวจพบตัวทารกได้แล้ว