ความรู้เรื่องการผ่าตัดคลอดบุตร (Cesarean section) สำหรับประชาชนทั่วไป
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
การผ่าตัดคลอดบุตร (Cesarean section) หมายถึง การผ่าตัดคลอดทารก โดยผ่านหน้าท้อง และผนังมดลูก ซึ่งโดยปกติแล้ว จะผ่าตัดคลอดเมื่อมีเหตุผลทางการแพทย์ ในกรณีที่ไม่สามารถเองได้ หรือ อาจจะมีอันตรายต่อมารดาหรือทารก ถ้ามารดาจะคลอดบุตรเอง
 

 

สาเหตุในการผ่าท้องทำคลอด

1. ศีรษะทารกไม่สามารถผ่านกระดูกเชิงกรานของมารดา ถ้าศีรษะทารกมีขนาดใหญ่กว่าขนาดช่องเชิงกรานของมารดา ทารกจะไม่สามารถคลอดได้ วิธีวินิจฉัยภาวะดังกล่าวทำได้โดยการตรวจภายใน ในช่วงใกล้คลอด ช่วงเจ็บครรภ์คลอดเป็นระยะๆ จะพบว่าศีรษะของทารกไม่สามารถเคลื่อนต่ำลงมาในช่องเชิงกราน หรือ ปากมดลูกไม่มีการเปิดเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม

2. ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น อยู่ในท่านอนขวาง ท่าเอาก้นลง แทนที่จะเอาศีรษะลง ท่าเหล่านี้ไม่สามารถคลอดเองทางช่องคลอดได้ เพราะอาจเกิดอันตรายต่อทารก
 
3. ทารกที่เป็นครรภ์แฝด เช่นแฝดสอง แฝดสามหรือมากกว่า

4. มีการขวางกั้นช่องทางคลอด เช่นเนื้องอกมดลูก เนื้องอกที่บริเวณช่องทางคลอด

5. ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน โดยการตรวจพบเสียงหัวใจของทารกเต้นช้าลง และไม่สามารถให้คลอดทางช่องคลอดได้ในเวลาอันรวดเร็ว

6. รกเกาะต่ำ เป็นภาวะที่ส่วนของรกปกคลุมบริเวณปากมดลูกที่เป็นช่องทางคลอด ถ้าปล่อยให้คลอดทางช่องคลอด จะทำให้เสียเลือดมากจนเป็นอันตรายต่อมารดาและทารก

7. เคยผ่าตัดคลอดบุตร หรือ มีแผลผ่าตัดที่มดลูกมาก่อน เช่นเนื้องอกมดลูก เพราะจะมีแผลที่ผนังมดลูก เป็นจุดที่มีความอ่อนแอ ถ้ามีการเจ็บครรภ์คลอด อาจทำให้เกิดรอยแตก รอยแยกที่ผนังมดลูก และเป็นอันตรายต่อแม่ และทารกได้

8. ภาวะสายสะดือย้อย และไม่สามารถคลอดได้ในเวลาอันรวดเร็ว

9. มีปัญหาที่กระดูกเชิงกราน เช่น กระดูกเชิงกรานหัก ไม่สามารถให้คลอดได้เพราะอาจจะทำให้มีอันตรายกับมารดาได้

10. การติดเชื้อเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ในช่วงใกล้คลอด
 
11.โรคแทรกซ้อนทางอายุรกรรม หรือสูติกรรม เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงที่จำเป็นต้องให้คลอดโดยเร็ว โรคหัวใจที่ไม่สามารถให้มารดาเบ่งคลอดได้


การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดคลอดบุตร

1. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการผ่าตัดคลอด และลงชื่อเพื่อยินยอมรับการผ่าตัด

2. งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด ยกเว้นกรณีผ่าตัดฉุกเฉิน

3. ทำความสะอาดและโกนขนบริเวณสะดือและท้องน้อย

4. ให้สารน้ำทางเส้นเลือด และเจาะเลือดเพื่อใช้ในการเตรียมเลือด เผื่อในกรณีที่มารดาอาจเสียเลือดมากระหว่างผ่าตัด และจำเป็นต้องได้รับเลือด

5. สวนอุจจาระเพื่อให้ทวารหนัก และลำไส้ใหญ่ส่วนล่างปราศจากอุจจาระ ยกเว้นมีข้อห้าม เช่นภาวะรกเกาะต่ำ หรือ กรณีผ่าตัดฉุกเฉินไม่สามารเตรียมการสวนล้างได้ทัน


การให้ยาระงับความรู้สึกในการผ่าตัดคลอด มี 2 วิธี คือ

1. การดมยาสลบ เป็นการใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในหลอดลม โดยที่มารดาจะไม่รู้สึกตัวขณะที่ทำการผ่าตัด ข้อดีคือ ใช้เวลาในการเตรียมไม่นาน ใช้ในกรณีฉุกเฉินที่ต้องรีบให้คลอด ข้อเสียคือ ยาสลบอาจกดการหายใจของทารก และมีความเสี่ยงต่อการสำลักเอาเศษอาหารจากกระเพาะเข้าไปในปอดได้

2. การฉีดยาชาเข้าบริเวณไขสันหลัง เป็นการแทงเข็มและฉีดยาชาเข้าไปในไขสันหลังระดับเอว ทำให้หมดความรู้สึกเฉพาะส่วนล่างของร่างกาย ตั้งแต่ระดับสะดือหรือเหนือบริเวณแผลผ่าตัดมาจนถึงปลายเท้า

ข้อดีคือ ไม่กดการหายใจของทารก และมารดารู้สึกตัวตลอดขณะผ่าตัด ฤทธิ์ของยาชา สามารถช่วยลดอาการเจ็บแผลได้นานกว่าการดมยาสลบในระยะหลังคลอดใหม่ ๆ ข้อเสียคือ อาจต้องใช้เวลาในการฉีดยาเข้าไขสันหลังนานกว่าวีธีดมยาสลบ บางรายอาจจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงได้จากการที่มีน้ำในไขสันหลังรั่วออกมา
โดยทั่วไปถ้าไม่มีภาวะที่รีบด่วน มักจะใช้วิธีการฉีดยาชาทางไขสันหลัง เพราะมีผลกระทบต่อทารกน้อยที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดคลอดบุตร

ภาวะแทรกซ้อนในระหว่างผ่าตัด

1. ภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาระงับความรู้สึก เช่น สำลักน้ำ หรือเศษอาหารจากกระเพาะเข้าไปในหลอดลม

2. แผลที่ทำการผ่าตัดฉีกขาดไปจนถึงปากมดลูก หรือเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูก ทำให้เสียเลือดมากในขณะผ่าตัด

3. อันตรายต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต และลำไส้

4. อันตรายต่อทารก เช่น กระดูกหัก ข้อสะโพกหลุด โดนมีดบาด รอยถลอกจากคีมที่ช่วยดึงขณะผ่าตัด

 
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

1. มดลูกอักเสบติดเชื้อ

2. แผลผ่าตัดติดเชื้อ

3. การติดเชื้อลุกลามเข้าช่องท้องและมีหนองในอุ้งเชิงกราน

4. การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและระบบทางเดินหายใจ

5. การตกเลือดในช่องท้อง

6. ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด พบน้อยกว่าร้อยละ 0.1

7. มารดาเสียชีวิตจากการผ่าท้องทำคลอด พบน้อยกว่าร้อยละ 0.01


การดูแลหลังการผ่าตัดคลอดบุตร

1. หลังผ่าตัดจำเป็นต้องงดอาหารและน้ำ 12-24 ชั่วโมง เนื่องจากมีการรบกวนการทำงานของลำไส้ ทำให้ลำไส้หยุดการเคลื่อนตัว เมื่อจะเริ่มให้ทานอาหารจะเริ่มเป็นลำดับ คือ จิบน้ำ ทานอาหารเหลว อาหารอ่อน และอาหารปกติตามลำดับ เพื่อลดอาการท้องอืดปวดท้อง โดยจะเริ่มให้ทานเมื่อมีเสียงของลำไส้ทำงานแล้ว

2. อาการปวดแผล ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกมักจะยังมีฤทธิ์ยาชาจากการฉีดยาที่ไขสันหลัง แต่เมื่อผ่านช่วงนี้ไปจะเริ่มมีอาการปวด ซึ่งสามารถใช้ยาฉีดแก้ปวดในช่วงแรก และทานยาแก้ปวดในระยะต่อมาเมื่ออาการปวดทุเลาลง

3. ควรให้ทารกดูดนมตั้งแต่วันแรกหลังผ่าตัด เพื่อช่วยให้น้ำนมมาเร็วขึ้น และยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก

5. การลุกนั่งลุกเดินใกล้ ๆ การเปลี่ยนอิริยาบถได้เร็ว จะช่วยให้ลำไส้กลับมากทำงานได้เร็ว ทำให้ท้องไม่อืด ลดการเกิดพังผืดในช่องท้องและป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันแรกที่ผ่าตัด ถ้ามารดารู้สึกสบายดีไม่มีอาการหน้ามืด เวียนหัวเป็นลม

6. ไม่ให้แผลผ่าตัดถูกน้ำประมาณ 7 วัน เมื่อครบ 7 วันสามารถเปิดแผล หรือตัดไหมได้

7. รีบมาพบแพทย์ ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ มีเลือดออกจากแผลผ่าตัด ปวดแผลมากขึ้น แผลบวมแดง มีหนอง น้ำคาวปลาออกปริมาณมากขึ้น หรือมีลักษณะเป็นหนอง ปัสสาวะแสบขัด ปวดมากในช่องท้อง
 
 
อ้างอิงจาก วารสารสูตินรีแพทย์สัมพันธ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย