การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
การผ่าตัดผ่านกล้อง เป็นการผ่าตัดโดยวิธีการสอดกล้องเล็กๆ ผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในช่องท้อง ทำให้สามารถมองเห็นอวัยวะภายในช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ เป็นการตรวจวินิจฉัยโรค รวมทั้งสามารถทำการรักษาหรือผ่าตัดไปได้พร้อมกัน ผู้ป่วยจะมีแผลขนาด ครึ่งถึงหนึ่งเซนติเมตร 2-4 แผล ที่ผนังหน้าท้อง สามารถทดแทนการผ่าตัดแบบเดิมคือการเปิดหน้าท้องเป็นแผลยาว 7-10 เซนติเมตร โดยที่มีข้อดีกว่าคือ การพักฟื้นใช้เวลาน้อยกว่า และยังได้เปรียบในเรื่องของความสวยงามของแผล

การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช มี 2 แบบ ได้แก่

1. Laparoscopic surgery เป็นการใช้กล้องส่องเข้าไปดูอวัยวะในช่องท้อง ความผิดปกติในช่องท้องเช่น เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ พังผืดในช่องท้อง เป็นการวินิจฉัยและสามารถทำการผ่าตัดไปพร้อมกันได้

2. Hysteroscopic surgery เป็นการส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูก โดยสอดเครื่องมือทางช่องคลอดเข้าไปทางปากมดลูก ทำให้มองเห็นความผิดปกติในโพรงมดลูก เช่นติ่งเนื้อในโพรงมดลูก พังผืด และยังสามารถทำการผ่าตัดได้ในคราวเดียวกัน
 
 
สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง ในกรณีดังนี้

Laparoscopic surgery

• ถุงน้ำรังไข่ chocolate cyst
• เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)
• พังผืดในอุ้งเชิงกราน ปีกมดลูก
• วินิจฉัยหาสาเหตุของการมีบุตรยาก
• ตั้งครรภ์นอกมดลูก
• ปวดประจำเดือน หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง
• เนื้องอกมดลูก (myoma)
• การทำหมัน
 
Hysteroscopic surgery

• เลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกโดยไม่ทราบสาเหตุ
• ติ่งเนื้อ (polyp) เนื้องอกมดลูกชนิดที่ยื่นเข้าในโพรงมดลูก พังผืดในโพรงมดลูก
• ความผิดปกติแต่กำเนิดของมดลูก
• หาสาเหตุของการมีบุตรยาก หรือภาวะแท้งซ้ำ
 
 
 
 
ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้อง เทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบเดิม

1. แผลผ่าตัดเล็กกว่า การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

2. เจ็บแผลน้อยกว่า

3. ระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่า

4. ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วกว่า ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่า

5. เกิดพังผืดในช่องท้องน้อยกว่า

6. ไม่มีแผลเลยในกรณีของการผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปในโพรงมดลูก


ความเสี่ยงจากการผ่าตัดผ่านกล้อง


เหมือนกับกรณีการผ่าตัดต่าง ๆ โดยทั่วไป คือ

• ความเสี่ยงจากการเสียเลือด และการได้รับเลือดทดแทนในกรณีที่เสียเลือดมาก เช่นการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
• การบาดเจ็บต่ออวัยวะใกล้เคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ลำไส้ เป็นต้น
• ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ซึ่งพบได้ทั่วไปเหมือนการผ่าตัดปกติ
• อักเสบติดเชื้อ

 
อาการที่พบได้หลังจากการผ่าตัด

• ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน จากผลของยาสลบ และการรบกวนลำไส้ขณะผ่าตัด อาการต่าง ๆ มักจะจะหายไปภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด

• เจ็บบริเวณหัวไหล่ และใต้กระบังลม จากก๊าซที่ใส่เข้าไปเพื่อขยายช่องท้องขณะผ่าตัด ดันบริเวณกระบังลมทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ได้

• มีฟองอากาศใต้ผิวหนัง บริเวณหน้าท้อง หน้าอก จากกาซที่ใส่เข้าไปในช่องท้องและอาจจะมีบางส่วนแทรกซึมเข้าชั้นใต้ผิวหนัง โดยฟองอากาศนี้จะถูกดูดซึมไปได้เอง ภายใน 1-2 วัน

• อาการบวม ช้ำบริเวณแผลผ่าตัด และเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ แตก รอยช้ำเหล่านี้จะหายไปเอง

การปฎิบัติตัวหลังผ่าตัด


1. การดูแลแผลผ่าตัด
 
หลังจากการผ่าตัด จะมีแผลผ่าตัดเล็ก ๆ 2-4 แผล ขนาด 0.5 – 1.0 เซนติเมตร โดยทั่วไปจะปิดพลาสเตอร์ไว้ เมื่อครบ 1 สัปดาห์จะสามารถเปิดแผลได้ ถ้าแผลแห้งดีและไม่มีการอักเสบก็ไม่ต้องทำการปิดแผลแล้ว ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเปิดแผล หากแผลมีการ อักเสบ บวมแดง มีหนอง ควรมาพบแพทย์ทันที

2. อาหารและยา
 
หลังการผ่าตัดควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เพราะว่าในช่วงแรก ๆ ผู้ป่วยมักจะมีอาการท้องอืดคลื่นไส้ อาเจียนได้ จากการที่มีการรบกวนลำไส้ขณะผ่าตัด และการที่ต้องใส่แก๊ซในช่องท้องขณะที่ทำการผ่าตัด ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อช่วยในการขับถ่าย อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ นม เนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ เพื่อช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูจากแผลผ่าตัดได้เร็ว

หลังผ่าตัดแพทย์จะให้ยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะในบางราย ควรรับประทานยาปฏิชีวนะจนหมด และไม่ควรซื้อยามาทานเอง

3. การออกกำลังกายและการทำกิจกรรม

ไม่ควรออกกำลังกายหรือทำงานหนักหนักๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เช่น การออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง การยกของหนัก แต่สามารถออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน, ขยับร่างกาย โดยการพลิกตัวบ่อยๆ ในช่วงแรก เพื่อลดอาการท้องอืด ป้องกันการเกิดพังผืด ช่วยทำให้ลำไส้ทำงานได้เร็วขึ้น
งดการมีเพศสัมพันธ์หลังผ่าตัดประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่กรณีที่เป็นการผ่าตัดเอามดลูกออก ควรต้องงดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 6 สัปดาห์

4. การดูแลความสะอาดของร่างกาย

ผู้ป่วยอาจจะมีเลือดออกทางช่องคลอดได้ ในช่วงสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ให้สังเกต ปริมาณ ของเลือดที่ออกทางช่องคลอด หากมีเลือดออกทางช่องคลอดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีหนองออกทางช่องคลอด ควรมาพบแพทย์

5. การตรวจติดตามหลังผ่าตัด

โดยปกติแพทย์จะนัดตรวจแผลหลังผ่าตัดประมาณ 7-10 วัน เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของแผล และติดตามอาการผิดปกติหลังการผ่าตัด เช่นการติดเชื้อ อาการของการขาดฮอร์โมนในรายที่ตัดรังไข่ การขับถ่ายปัสสาวะ หรือถ่ายอุจจาระเป็นต้น