ภาวะปวดประจำเดือน (dysmenorrhea)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
ภาวะปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) เป็นปัญหาที่สำคัญและพบบ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ผู้ป่วยจะมีอาการประกอบด้วย การปวดบริเวณท้องน้อยซึ่งจะสัมพันธ์กับการมีรอบประจำเดือน อาการปวดท้องน้อยกินระยะเวลาได้ตั้งแต่ ก่อนประจำเดือนจะมาเล็กน้อย หรืออาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงหลังจากตกไข่ และสิ้นสุดเมื่อหมดประจำเดือนแต่ละรอบ อาการปวดในบางรายเป็นแค่เพียงเล็กน้อย บางรายเป็นมากจนนเป็นอุปสรรค รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
 
 
การตรวจหาสาเหตุ
 
โดยทั่วไปสตรีวัยเจริญพันธุ์จะมีอาการปวดท้องประจำเดือนได้ ซึ่งเกิดจากการหลั่งสารเคมีบางตัวออกมามีผลทำให้เกิดอาการปวด ร่วมกับการบีบรัดตัวของมดลูกในการหยุดเลือดประจำเดือนไม่ให้ออกมาก เป็นกลไกทางธรรมชาติ แต่ก็มีบางครั้งที่การปวดประจำเดือนเป็นเนื่องจากการมีพยาธิสภาพในช่องท้อง หรือในอุ้งเชิงกราน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) , เนื้องอกมดลูก, เนื้องอกรังไข่ เป็นต้น ซึ่งภาวะดังกล่าวส่วนใหญ่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจร่างกาย และการตรวจภายใน การอัลตราซาวน์ การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อดูพยาธิสภาพบริเวณอุ้งชิงกราน ซึ่งเป็นการตรวจที่แม่นยำแต่ก็เป็นวิธีที่เจ็บตัวและมีค่าใช้จ่ายสูง
 
 
 
การตรวจด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง จะทำในกรณี
 
1. มีประวัติสงสัยภาวะปวดประจำเดือนที่มีสาเหตุ เช่น ประวัติการปวดประจำเดือนที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละเดือนที่ผ่านไป หรือในรายที่มีภาวะมีบุตรยาก
 
2. ให้การรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น

การรักษาภาวะปวดประจำเดือน

การรักษาขึ้นกับ ลักษณะความรุนแรงของอาการ สาเหตุของการปวด ความต้องการของผู้ป่วยเช่นในกรณีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ผู้ป่วยมีจุดหมายหลักเพื่อลดอาการปวด หรืออยากมีลูกเป็นต้น
 
การรักษาการปวดประจำเดือนมีทั้งการรักษาโดยการใช้ยา เช่น ยาแก้ปวด หรือยาฮอร์โมน หรือการรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น การประคบร้อน เป็นต้น โดยทั่วไปการรักษามักเริ่มต้นด้วยการให้ยาโดยเฉพาะยากลุ่ม NSAIDS และการใช้ฮอร์โมน
 
 
การรักษาโดยการใช้ยา
 
การรักษาโดยการใช้ยามักเริ่มต้นด้วยยากลุ่ม NSAIDS หรือ ฮอร์โมน ฮอร์โมนที่ใช้มักเป็นฮอร์โมนรวม (มีทั้ง estrogen และ progesterone) หรืออาจใช้ยาทั้ง 2 กลุ่มร่วมกัน การเลือกการรักษาขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคน เช่น ลดอาการปวดก็ให้ยาแก้ปวดอย่างเดียว ถ้าต้องการคุมกำเนิดด้วยก็อาจจะใช้กลุ่มยาที่เป็นฮอร์โมน ต้องการผลของยาในด้านการคุมกำเนิด อาจเริ่มต้นการรักษาโดยการใช้ฮอร์โมน แต่ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งห้ามสำหรับการใช้ยาฮอร์โมนอาจเลือกการรักษาโดยการใช้ยากลุ่มยาแก้ปวด
 
1. ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS
 
มักใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ต้องการคุมกำเนิด มีผลข้างเคียงเช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติโรคกระเพาะอาหารอักเสบอยู่เดิม ปวดศีรษะ ง่วงซึม ตาพร่า และผลข้างเคียงต่อตับและไตได้
 
การเริ่มทานยาควรเริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีอาการ (อาจเป็นช่วงก่อนประจำเดือนมา) จนถึง 3 วันแรกหลังจากประจำเดือนมา
 
2. กลุ่มยาฮอร์โมน
 
มักใช้ฮอร์โมนรวม estrogen และ progesterone เป็นทางเลือกแรก ถ้าผู้ป่วยต้องการ ผลในเรื่องการคุมกำเนิดร่วมด้วย
 
2.1 Combined Estrogen and Progesterone
 
การให้ฮอร์โมนรวมจะยับยั้งการตกไข่ ทำให้ผนังบางและเกิดการฝ่อลงกว่าปกติ ลดปริมาณเลือดประจำเดือนหรืออาจทำให้ขาดประจำเดือน และลดปริมาณการสร้าง
 
2.2 Progesterone only contraception
 
ออกฤทธิ์ทำให้ผนังโพรงมดลูกฝ่อบาง แต่ไม่ได้ยับยั้งการตกไข่โดยตรง ฮอร์โมนในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงเรื่องเลือดออกกระปริดกระปรอยได้บ่อย มักใช้ในผู้ป่วยที่มีข้อห้าม ในการใช้ยาเอสโตรเจน ยาในกลุ่มนี้เช่น
 
- ยาฉีดคุมกำเนิด จะลดเลือดประจำเดือน โดยประมาณ 50% จะขาดประจำเดือนหลังจากใช้ยาไปนาน 1 ปี แต่จะมีผลต่อการมีบุตรยาก เนื่องจากฮอร์โมนจะทำให้กลับเป็นสภาวะปกติหลังหยุดยาช้า บางรายใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าที่รังไข่จำกลับมาทำงานได้ปกติ 
 
- การใส่ห่วงคุมกำเนิดในกลุ่มที่มีฮอร์โมน Levonorgestrel ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ทั้งจากการปวดท้องประจำเดือนที่ไม่มีสาเหตุ และมีสาเหตุเช่นจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
 
3. ยากลุ่ม GnRH agoist
 
ออกฤทธิ์ยั้งการตกไข่และทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง แต่มีราคาแพงและมีผลข้างเคียงระยะยาว เช่น กระดูกพรุน
 
 
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
 
- การรักษาโดยการใช้ความร้อน การออกกำลังกายโดยเฉพาะการเล่นโยคะ
- การฝังเข็มยังมีข้อมูลน้อย ลดอาการปวดประจำเดือนได้ หรือการใช้สมุนไพรจีนก็เช่นกันสามารถลดปวดได้ แต่ข้อมูลยังไม่มากพอจะสรุป
 
 
การรักษาโดยการผ่าตัด
 
ในกรณีที่การใช้ยาแก้ปวดช่วยหรือใช้ยาฮอร์โมน แล้วยังมีอาการปวดอยู่ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดส่องกล้อง เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ และเป็นการรักษาด้วยในกรณีที่เจอพยาธิสภาพในช่องท้อง