หัดเยอรมันในช่วงแม่ตั้งครรภ์
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
โรคหัดเยอรมัน เกิดจากเชื้อไวรัส พบเชื้อมากในน้ำลายของผู้เป็นโรคหัด ติดต่อได้โดยการไอ จาม หายใจรดกัน หรือใช้สิ่งของร่วมกัน สามารถติดต่อกันได้เร็วมาก พบการติดเชื้อได้บ่อยในเด็กที่อายุระหว่าง 2 ถึง 14 ปี แต่ไม่ค่อยพบในทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน เนื่องจากทารกได้รับภูมิต้านทานจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
 
การเป็นหัดเยอรมันในช่วงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงคือ ทำให้ทารกที่เกิดมาจะมีความพิการสูงโดยเฉพาะถ้าแม่ได้รับเชื้อในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ความพิการที่จะพบได้คือ ลูกเกิดมาจะตัวเล็กกว่าปกติ ไม่แข็งแรง ต้อกระจก หูหนวก และอาจเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด หรือสมองฝ่อด้วย

ในขณะที่อาการของโรคในตัวมารดาไม่ค่อยรุนแรงมากนัก มักจะไม่ค่อยมีอาการ อาจจะมีแค่ไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไอหรือจามหรือมีตาแดง คล้ายคนที่เป็นไข้หวัดธรรมดา มีอาการที่พอจะสังเกตเห็นได้ที่แตกต่างจากไข้หวัด คือมีต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณท้ายทอย หลังหูและลำคอ มีผื่นแดงเริ่มจากใบหน้าแล้วกระจายลงมาตามตัวแขนขา
 
วิธีป้องกัน ที่ดีที่สุดคือ การตรวจหาภูมิต้านทานของหัดเยอรมันในผู้หญิงที่พร้อมจะมีลูก ถ้ากรณีที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน หรือมีภูมิต้านทานต่ำควรต้องฉีดวัคซีนป้องกันก่อนที่จะตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน (หลังฉีดต้องคุมกำเนิด 1 เดือน ) แต่ถ้ามีภูมิต้านทานแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีด ในกรณีถ้าตั้งครรภ์แล้วและเพิ่งมาตรวจพบว่ายังไม่มีภูมิต้านทาน ห้ามฉีดวัคซีนต้องรอให้คลอดบุตรก่อนค่อยฉีดทีหลัง เนื่องจากวัคซีนที่ฉีดจะมีตัวเชื้อของหัดเยอรมันอยู่การฉีดวัคซีนขณะที่ตั้งครรภ์ก็อาจเสี่ยงที่ลูกจะเกิดมาพิการได้ แต่โอกาสน้อยเมื่อเทียบกับการได้รับเชื้อหัดเยอรมันโดยธรรมชาติ
 
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ควรระมัดระวังตัวไม่ให้ได้รับเชื้อโรคนี้ โดยเฉพาะในช่วง 12 สัปดาห์แรกซึ่งเป็นช่วงที่ทารกสร้างอวัยวะ การได้รับเชื้อช่วงนี้จึงมีผลกระทบโดยตรง หัดเยอรมันมักมีช่วงที่ระบาดในช่วงฤดูหนาว ในสถานที่ที่มีคนแออัด ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เป็นชุมชนแออัดและมีความเสี่ยงต่อโรค เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงเรียน โรงงาน เพราะโอกาสที่จะติดเชื้อง่าย จากการหายใจรดกัน หรือทางน้ำลาย ก็สามารถติดต่อกันได้แล้ว
 
การรักษา โรคหัดเยอรมัน ไม่มียาต้านไวรัส ถ้าเกิดในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ไม่ตั้งครรภ์ จะให้การรักษาตามอาการ เช่น กินยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ
กรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ ต้องพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือด เป็นระยะเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อแพทย์จะแนะนำเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดกับทารกในครรภ์ และการดูแลรักษาต่อไป