การตั้งท้องในแม่ที่อายุเกิน 35 ปี (elderly gravidarum)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
การตั้งครรภ์ที่แม่มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไปแล้ว ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ในแม่ที่อายุมาก ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ที่มีผลกระทบทั้งในแม่และลูก ในปัจจุบันเนื่องจากสภาพสังคม การศึกษาที่สูงขึ้น หน้าที่การงานรับผิดชอบมากขึ้น ทำให้แม่ตั้งครรภ์ในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้หญิงในกลุ่มนี้ที่อยากมีลูก ควรจะต้องดูแลร่างกาย จิตใจ และเตรียมรับมือกับโรคหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่าปกติ ในขณะที่ตั้งครรภ์

ภาวะแทรกซ้อนในแม่ที่อาจเกิดขึ้นได้มากกว่าปกติ เช่น ความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ การแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด ตกเลือดหลังคลอด เป็นต้น
สำหรับลูกในท้องก็จะมีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ท้องลม ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติโดยเฉพาะ เด็กดาวน์เพิ่มมากขึ้น
 
ประวัติสุขภาพ
 
ประวัติเกี่ยวกับสุขภาพ และประวัติการตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งประวัติในครอบครัว เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับแพทย์ในการประเมินความเสี่ยง และวางแผนการดูแลครรภ์ เช่น เคยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเด็กดาวน์ เคยแท้งบุตร ครรภ์เป็นพิษ เบาหวาน หรือโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้เมื่อไปฝากครรภ์ต้องแจ้งให้แพทย์ที่ดูแลทราบด้วย และควรเริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่ทราบว่าท้อง และไปตรวจตามนัดอย่างเคร่งครัด
 
การดูแลสุขภาพตัวเอง
 
การดูแลสุขภาพตัวเองในทุกๆ ด้าน เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอควรได้รับอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยต้อง 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ดูแลสภาพจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อการพัฒนาการที่เหมาะสมของทารกในครรภ์ ในกรณีหญิงที่อายุเกิน 35 ปีและวางแผนอยากมีลูก ก็ควรปรึกษากับสูติแพทย์เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์
 
  
การตรวจเพื่อคัดกรองทารกที่ผิดปกติ
 
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า แม่ตั้งครรภ์ที่อายุมาก จะมีความเสี่ยงที่จะคลอดทารกที่มีความความผิดปกติทางพันธุกรรมได้สูงขึ้นตามอายุแม่ที่มากขึ้น ดังนั้นจึงมีการตรวจหลายรูปแบบเพื่อคัดกรองทารกที่มีความผิดปกติเหล่านี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ก่อนที่ทารกจะคลอดออกมา
 
ซึ่งการตรวจที่ถือว่าเป็นมาตรฐานและมีความแม่นยำมากที่สุดในปัจจุบัน คือการเจาะน้ำคร่ำ และนำเซลล์ที่เจาะได้จากน้ำคร่ำมาตรวจหาทางพันธุกรรม ซึ่งวิธีนี้ถึงจะมีความแม่นยำมากที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยง ในเรื่องของการแท้งบุตรได้ 0.5% ทำให้คุณแม่บางคนมีความลังเลที่จะเจาะน้ำคร่ำ
 
ต่อมามีการพัฒนาการตรวจมากขึ้น จึงมีวิธีตรวจที่ป้องกันความเสี่ยงจากการแท้งบุตรได้ โดยการเจาะเลือดจากแม่แทน โดยหลักการจะเป็นการหาเซลล์ของทารก ที่หลุดออกมาและผ่านตัวรกเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ เซลล์นี้จะสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 7 สัปดาห์และจะเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น เราสามารถนำเซลล์นี้มาตรวจหาทางพันธุกรรมได้โดยมีความแม่นยำในการตรวจ เกือบเท่ากับการเจาะน้ำคร่ำ (ความไวในการตรวจคัดกรอง(sensitivity) 98% และอัตราการเกิดผลบวกลวง(false positive rate)<0.5% ในการตรวจคัดกรองโรคกลุ่มดาวน์ ) แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า วิธีนี้มีข้อเสียคือค่าใช้จ่ายในการตรวจยังมีราคาแพงอยู่
ข้อบ่งชี้ที่แนะนำให้ตรวจคัดกรองได้แก่
 
  1. สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุ ≥ 35 ปี
  2. มีหลักฐานจาก ultrasound พบว่าทารกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโครโมโซมผิดปกติ
  3. มีประวัติบุตรคนก่อนเป็นทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ
  4. เคยตรวจคัดกรองด้วยวิธีอื่น เช่น triple หรือ quadruple test แล้วพบว่าทารกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโครโมโซมผิดปกติ
  5. สตรีตั้งครรภ์หรือสามีตรวจพบเป็น balanced Robertsonian translocation ของโครโมโซมคู่ที่21หรือ13
ส่วนการตรวจที่มีความแม่นยำรองลงมา เช่น triple screening หรือ quadruple screening เป็นการหาสารชีวเคมีในร่างกายแม่ เทียบกับค่าของสตรีตั้งครรภ์ปกติ ผลที่ได้จะมีความแม่นยำประมาณ 70-80 % ถ้าตรวจพบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ก็จะต้องทำการตรวจเพื่อยืนยันโดยการเจาะน้ำคร่ำอีกครั้งหนึ่ง

คุณแม่ตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปีควรรีบไปพบสูติแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัวและตรวจคัดกรอง หรือการตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ ว่ามีโอกาสเป็นเด็กดาวน์หรือเด็กที่มีโครโมโซมผิดปกติหรือไม่ คุณแม่จะได้มีเวลาในการวางแผนเตรียมตัว ตั้งแต่ตอนที่ทารกยังไม่คลอด เพื่อให้ได้ลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรง