ท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
ท้องนอกมดลูกหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก หมายถึง

ภาวะที่ตัวอ่อนซึ่งมีการปฏิสนธิแล้วไปฝังตัวอยู่บริเวณอื่น ที่ไม่ใช่ในโพรงมดลูก โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ (95%) และอาจจะเกิดขึ้นได้ที่บริเวณอื่นๆเช่น ที่รังไข่ ปากมดลูกและในช่องท้องเป็นต้น โอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกประมาณ 0.5-1 % ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด

เมื่อเกิดการท้องนอกมดลูก ส่วนใหญ่ทารกจะไม่สามารถมีชีวิตได้ เนื่องจากทารกไม่ได้อยู่ในโพรงมดลูกซึ่งเป็นอวัยวะที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ เพราะในโพรงมดลูกจะมีการยืดขยายตัวได้ตามอายุครรภ์และขนาดของเด็กที่โตขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ถ้าตั้งครรภ์ที่บริเวณอื่นเช่น ท่อนำไข่จะไม่สามารถยืดขยายรองรับการโตขึ้นของทารก ดังนั้นเมื่อทารกเจริญเติบโตถึงระดับหนึ่ง ท่อนำไข่ก็จะแตกออก และมีเลือดออกจำนวนมากเข้าไปในช่องท้อง จนสามารถทำให้เลือดออกเป็น 2-3 ลิตรได้ ถ้าออกมากก็จะเกิดภาวะช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้


สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของการท้องนอกมดลูก

- เคยมีประวัติท้องนอกมดลูก ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
- มีประวัติการอักเสบของปีกมดลูกหรืออุ้งเชิงกราน ยิ่งเป็นเรื้อรังหรือเป็นบ่อยๆ ยิ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากจะมีการอักเสบที่ท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่ผิดรูป หรือมีการตีบตัน ตัวอ่อนไม่สามารถเดินทางผ่านไปที่โพรงมดลูกได้จึงฝังตัวที่ท่อนำไข่แทน
- ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน
- ตั้งครรภ์ในขณะที่ใส่ห่วงคุมกำเนิดในมดลูก
- เคยผ่าตัดที่บริเวณท่อนำไข่ เช่นการผ่าตัดแก้หมัน ผ่าตัดแก้ไขท่อนำไข่ที่มีการตีบตันในการรักษาภาวะมีบุตรยาก
- เนื้องอกมดลูก (myoma uteri) ที่มีการกดเบียดบริเวณท่อนำไข่


อาการของการท้องนอกมดลูก

อาการที่มักเจอบ่อย และทำให้สงสัยคือ ขาดประจำเดือน (ตรวจปัสสาวะพบว่าท้อง) ปวดท้องมาก และมีเลือดออกทางช่องคลอด
เริ่มแรกของการท้องนอกมดลูกมักจะไม่มีอาการ จะเหมือนคนท้องทั่วไป มีคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ อาจจะมีอาการปวดหน่วงท้อง ปวดแปล๊บๆ ซึ่งสามารถพบได้ในการท้องปกติ แต่พอท้องได้ 6-7 สัปดาห์ (ประจำเดือนขาด 2-3 สัปดาห์) อาการปวดจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ลักษณะของการปวดมักจะบีบรัดเป็นช่วงๆ อาจจะเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง เมื่อเลือดออกมากขึ้นเรื่อยๆอาจจะมีอาการปวดถึงกระบังลม หรือหัวไหล่ได้ ต่อมาถ้ายังไม่ได้รับการรักษา อาจจะเสียเลือดมาก จนเป็นลม ซีด หมดสติ และเสียชีวิตได้


การวินิจฉัยการท้องนอกมดลูก

ประวัติและการตรวจร่างกาย
- ขาดประจำเดือน ตรวจว่ามีการตั้งครรภ์
- มีเลือดออกทางช่องคลอด และปวดท้องมาก
- ตรวจพบหน้าท้องโป่งตึง และกดเจ็บ ในรายที่มีเลือดในช่องท้องแล้ว
- ตรวจภายในมีการเจ็บโยกปากมดลูก และกดเจ็บที่ปีกมดลูก หรือตรวจพบก้อนที่ปีกมดลูก

 
การตรวจเลือดหาระดับฮอร์โมนของการตั้งครรภ์

ปกติเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น รกจะมีการสร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งออกมา คือ ฮอร์โมน b-hCG ซึ่งจะสามารถตรวจพบได้ในกระแสเลือดของแม่ และฮอร์โมนตัวนี้จะมีค่าสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินไปเรื่อยๆอย่างปกติ ถ้ามีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน b-hCG ไม่เป็นตามธรรมชาติของการตั้งครรภ์ ก็จะสงสัยว่ามีการท้องนอกมดลูก (ในการตั้งครรภ์ปกติ b-hCG จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 66 เปอร์เซ็นต์ใน 48 ชั่วโมง ถ้า b-hCG เพิ่มขึ้นไม่ถึงเกณฑ์ อาจจะสงสัยภาวะท้องนอกมดลูกมากยิ่งขึ้น)


การตรวจด้วยอัลตราซาวด์
 
อาจจะไม่สามารถบอกถึงการท้องนอกมดลูกอย่างแน่ชัด แต่สามารถบอกได้ว่ามีการตั้งครรภ์ภายในมดลูกหรือไม่ ยกเว้นกรณีที่เห็นเป็นก้อน หรือเห็นลักษณะถุงน้ำ และเห็นทารกมีการเคลื่อนไหวของหัวใจอยู่ภายนอกโพรงมดลูกก็จะเป็นการยืนยันการวินิจฉัย บางครั้งจะสามารถเห็นของเหลวคล้ายเลือดในช่องท้องได้กรณีที่มีการแตกของท่อนำไข่ และมีเลือดออกในช่องท้องแล้ว

การตรวจไม่พบการตั้งครรภ์ภายในมดลูกเมื่อระดับ b-hCG สูงเพียงพอ ก็จะเป็นการเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยภาวะท้องนอกมดลูก


การส่องกล้องตรวจทางหน้าท้อง (laparoscopy)
 
ให้ผลตรวจที่แน่นอนที่สุด อาจมีโอกาสผิดพลาดบ้างแต่น้อย เช่นกรณีเป็นการท้องนอกมดลูกในระยะแรก ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงของท่อนำไข่ แต่วิธีนี้จะมีข้อดีคือสามารถทำการรักษาได้ทันทีเมื่อส่องกล้องตรวจพบว่าเป็นท้องนอกมดลูก
 

การรักษาท้องนอกมดลูก

มีหลายวิธี ขึ้นกับความรุนแรงของโรค เช่น
1. การสังเกตอาการในกรณีที่การท้องนอกมดลูกนั้นมีการสลายของตัวอ่อนไปได้เอง ไม่มีการแตกของท่อนำไข่
2. การให้ยา methotrexate เข้าไปทำลายเซลล์ของตัวอ่อน ในรายที่ท่อนำไข่ยังไม่แตก ขนาดของก้อนที่ท่อนำไข่ไม่ใหญ่กว่า 3.5 เซนติเมตร
3. การผ่าตัดเพื่อเข้าไปตัดท่อนำไข่ หรือหยุดเลือดและเก็บรักษาท่อนำไข่เอาไว้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว 90 % ต้องใช้วิธีผ่าตัดในการรักษา

 



 

การมีลูกหลังการท้องนอกมดลูก 
 
ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติท้องนอกมดลูกมาก่อน มีโอกาสร้อยละ 10-30 ที่จะเกิดท้องนอกมดลูกซ้ำอีกในท้องถัดไป เพราะท่อนำไข่ข้างที่เหลืออยู่อาจจะไม่ดีเช่นมีพังผืด ท่อนำไข่ผิดรูป หรือเลือดที่เหลือค้างอยู่ในช่องท้อง ทำให้มีการอักเสบภายหลังการผ่าตัด เกิดเป็นพังผืดยึดติดท่อนำไข่

 
สรุป

- การท้องนอกมดลูก คือ การที่ตัวอ่อนฝังตัวนอกโพรงมดลูก ส่วนใหญ่ 95% เกิดที่ท่อนำไข่
- สาเหตุของการท้องนอกมดลูก ส่วนใหญ่เป็นจากความผิดปกติที่ท่อนำไข่ เช่น มีพังผืดเกาะรัด ท่อนำไข่มีการอักเสบเรื้อรัง ผิดรูปทำให้ขัดขวางการเดินทางของตัวอ่อนเข้าไปในมดลูก
- การวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ ตรวจร่างกายการ ตรวจเลือด การอัลตราซาวด์ การผ่าตัดส่องกล้องในช่องท้อง
- การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับความรุนแรงของโรค มีตั้งแต่สังเกตอาการ ให้ยาเพื่อสลายตัวอ่อน ผ่าตัดเพื่อตัดท่อนำไข่หรือแค่หยุดเลือดโดยที่ยังเก็บท่อนำไข่ไว้