ภาวะโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
 
หญิงตั้งครรภ์จะมีความต้องการพลังงานและสารอาหารมากกว่าคนปกติ เพื่อที่จะนำไปสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายและการเจริญเติบโตของทารก และบำรุงร่างกายของมารดาสำหรับการตั้งครรภ์
 
ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะมีการสร้างอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ แต่การขึ้นของน้ำหนักจะเป็นไปอย่างช้าๆ และน้ำหนักจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 3 โดยเฉพาะในเดือนสุดท้ายก่อนคลอด อัตราการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์จะเพิ่มขึ้นเร็วมากที่สุด
 
ดังนั้น โภชนาการจึงเน้นความสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามการเพิ่มอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์ได้เร็วเท่าใด ก็จะเป็นผลดีแก่สุขภาพของมารดาและทารกได้มากเท่านั้นสารอาหารที่หญิงตั้งครรภ์ต้องการได้แก่
 
1.พลังงาน เนื่องจากมีการเผาผลาญอาหารในร่างกายเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีทารกในครรภ์ที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน หญิงตั้งครรภ์จึงต้องการปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้นจากภาวะร่างกายปกติ 15%

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณะสุข แนะนำว่า พลังงานที่จำเป็นสำหรับหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์วัย 19-50 ปี ต้องการพลังงานวันละ 1,940 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์ จะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอีก 200 กิโลแคลอรี่ต่อวัน คือประมาณ 2100-2200 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ถ้าหากได้รับไม่เพียงพอร่างกายจะดึงเอาโปรตีนมาใช้เป็นพลังงานแทนแคลอรี่ที่ได้รับ มีผลโดยตรงต่อน้ำหนักแรกคลอด ถ้ามีการจำกัดแคลอรี่จะทำให้ทารกโตช้าและน้ำหนักน้อย
 
2.โปรตีน ใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายของมารดา และสำหรับการเจริญเติบโตของทารก ดังนั้นความต้องการโปรตีนจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า ของความต้องการปกติแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ คืออาหารจากสัตว์ เช่น นม เนย เนื้อสัตว์ทุกชนิด ปลาและไข่ โปรตีนที่ได้จากพืช เช่น ถั่ว เป็นอาหารที่อาจใช้แทนได้
 
3.แคลเซียม จำเป็นในการสร้างกระดูกและฟันของทารก และสร้างน้ำนมของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ ถ้าร่างกายแม่ขาดแคลเซียมหรือกินแคลเซียมไม่เพียงพอ ทารกจะดึงเอาแคลเซียมจากตัวแม่มาใช้ ทำให้มารดาเป็นโรคฟันผุได้ง่าย และจะมีผลระยะยาวทำให้ระดับแคลเซียมในกระดูกลดลง เป็นโรคกระดูกบาง หรือกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้นได้
 
ในทารกถ้าได้แคลเซียมจากแม่ไม่พอ กระดูกจะเปราะบาง มีลักษณะโค้งงอตามแขน และขา และถ้าขาดวิตามินดีร่วมด้วย จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงควรเพิ่มปริมาณแคลเซียมตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ โดยปกติ หญิงตั้งครรภ์ควรกินแคลเซียม วันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัมในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของการมีครรภ์
 
4.ธาตุเหล็ก ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงมีจำนวนมากพอที่จะลำเอียงเอาออกซิเจนจากเลือดแม่ไปยังระบบไหลเวียนของลูก ธาตุเหล็กเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทารก เพื่อนำไปสร้างเม็ดโลหิต และกล้ามเนื้อเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ทารกต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 เดือนสุดท้าย ทารกจะสะสมเหล็กไว้ในตับเพื่อเก็บไว้สร้างเม็ดโลหิต
 
ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ การให้ธาตุเหล็กในช่วงนี้อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมากขึ้น และจะมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระสีดำได้ แพทย์จึงมักจะเริ่มให้เมื่ออายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป ธาตุเหล็กมีมากในเนื้อสัตว์ทุกชนิด เครื่องในสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีมากในตับ ไข่แดง ผักขม ผักตำลึง อย่างไรก็ตามหญิงตั้งครรภ์มักจะได้ธาตุเหล็กที่ได้จากอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงมักจะต้องให้ยาที่มีธาตุเหล็กเสริมด้วย การดูดซึมธาตุเหล็กในระบบทางเดินอาหารจะถูกขัดขวางได้โดยแคลเซียมและแมกนีเซียม ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับแคลเซียม ควรทิ้งห่างกัน ซัก 2 ชั่วโมง
 
5.กรดโฟลิก จำเป็นต่อการตั้งครรภ์ในระยะแรก ถ้าขาดกรดโฟลิก (Folic acid) ในช่วงนี้ จะทำให้การแบ่งเซลล์ของทารกผิดปกติ การให้กรดโฟลิก (Folic acid) ก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือนและให้ต่อในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทส่วนกลาง (Neural tube defects : NTD) ในทารกได้ นอกจากนั้นโฟลิคจะช่วยในการสร้างเม็ดโลหิตแดงเพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ด้วย โดยแนะนำให้รับประทานวันละ 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ในแม่ที่เคยคลอดเด็กพิการทางสมองควรรับประทานวันละ 5 มิลลิกรัม
 
โฟลิค มีมากในอะไรบ้าง

- ผักใบเขียวทั้งหลาย เช่น ผักขม คะน้า กะหล่ำปลี หัวผักกาด ผักบล็อกโคลี่ หน่อไม่ฝรั่ง ฯลฯ

- ข้าวซ้อมมือและธัญพืชทั้งหลาย

- ผลไม้ที่ออกรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว สตรอเบอรี่

- ตับ

- บรรดาประเภทถั่วทั้งหลาย
 
6.ไอโอดีน หลังจากตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน ต่อมธัยรอยด์จะทำงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงต้องการไอโอดีนสูงกว่าคนปกติ เพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ถ้ามีการขาดไอโอดีนอย่างรุนแรงทารกในครรภ์จะแคระแกรน และมีความผิดปกติของระบบประสาทหลายๆอย่าง แต่ก็ควรระวังเพราะถ้าได้ไอโอดีนในปริมาณมากเกินไป ไอโอดีนจะไปกดการทำงานของต่อมธัยรอยด์ของทารกได้ ทำให้ทารกเป็นโรคคอพอกในครรภ์ ไอโอดีนมีมากในอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย สาหร่าย เป็นต้น
 
7.วิตามิน เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับมารดาทั้งระยะก่อนคลอดและหลังคลอด การได้รับสารอาหารนี้ในจำนวนเพียงพอ ทำให้มารดาและทารกมีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ
 
8.คาร์โบไฮเดรต อาหารในกลุ่มนี้นี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจากปกติ และควรจะลดลงในกรณีที่มีปัญหาเรื่องเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าเกณฑ์ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงขนมหรือน้ำอัดลม เพราะไม่ให้คุณค่าสารอาหารแต่อย่างใด สำหรับข้าวควรรับประทานข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องซึ่งให้คุณค่าทางสารอาหารมากกว่าข้าวขาว ส่วนขนมปังก็ควรทานเป็นขนมปังธ้ญพืช
 
9.ไขมัน ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเพราะอาหารประเภทโปรตีนจะมีไขมันอยู่แล้ว ควรลดปริมาณไขมันให้น้อยลงเพราะระบบการย่อยของหญิงตั้งครรภ์มีการทำงานน้อยกว่าปกติ การทานไขมันมากก็จะทำให้ท้องอืด แน่นอึดอัด การย่อยสารอาหารอื่นก็จะไม่ดี
 
อาหารแต่ละมื้ออาจได้สารอาหารไม่ครบตามที่ต้องการ ดังนั้นการวางแผนว่าแต่ละมื้อจะรับประทานอะไรบ้างโดยอาศัยสัดส่วนประเภทอาหารที่ร่างกายต้องการเป็นหลักก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอ
 
สำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติ
 
คนที่รับประทานมังสวิรัติจะได้สารอาหารคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน และเส้นใยอาหารมาก แต่จะขาดโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ ซึ่งอาจจะได้จาก ปลา นม ไข่ เนยแข็ง แต่ถ้าไม่รับประทานอาหารดังกล่าวเลย อาจได้จากอาหารประเภทถั่วต่าง ๆ และควรจะรับประทานในรูปของโปรตีน, วิตามินบี 12 และวิตามินดี เพิ่ม
 
น้ำหนักควรขึ้นเท่าไรเมื่อตั้งครรภ์

ลักษณะร่างกายก่อนตั้งครรภ์ น้ำหนักที่ควรขึ้นทั้งหมด (ก.ก)

ในคนที่รูปร่างเฉลี่ยปกติ น้ำหนักควรขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 12-16 ก.ก. แบ่งเป็น

- กล้ามเนื้อ + ไขมัน 3 ก.ก.
- เลือด 1.8 ก.ก.
- น้ำในร่างกาย 1.8 ก.ก.
- เต้านม 1.0 ก.ก.
- มดลูก 1.0 ก.ก.
- ตัวเด็ก 3.0 ก.ก.
- รก 0.7 ก.ก.
- น้ำคร่ำหุ้มตัวเด็ก 1.0 ก.ก.
 
ตัวอย่างพลังงานจากสารอาหารที่รับประทาน
 
ข้าวและธัญพืช
อาหาร
แคลอรี่ (Kcal)
ขนมปังขาว 1 ชิ้น
48
โจ๊กไก่ (1 ชาม)
182
ข้าวหน้าไก่ (1 จาน, 250g)
278
ข้าวมันไก่ (1 จาน)
898
ข้าวสวย (1 จาน)
207
ข้าวซอย (1 ชาม)
586
กะหรี่ปั๊บ (1 ชิ้น, 40g)
128
ผัดไท (1 จาน, 170g)
324
ผัดหมี่ (1 จาน, 170g)
281
ข้าวผัด (1 จาน, 330g)
637
หมี่กะทิ (1 ชาม, 450g)
549
บะหมี่ไหหลำ (1 ชาม)
277
ก๋วยเตี๋ยวน้ำ (1 ชาม, 560g)
383
ข้าวหมกไก่ (1 จาน, 240g)
448
ข้าวยํา (1 ชาม)
644
ข้าวสตูว์เนื้อ (1 ชาม)
664
ก๋วยเตี๋ยวปีนัง (1 ชาม)
436
โรตรีแผ่น (1 ชิ้น, 95g)
301
ก๋วยเตี๋ยวกุ้ง (1 ชาม)
293
แซนด์วิซปลาซาดีน (1 ชิ้น, 30g)
71
สปาเก็ตตี้ไก่ใส่เห็ด (526g)
463
บะหมี่แห้ง (1 ชาม)
409
บะหมี่น้ำ (1 ชาม)
217
 
 
เนื้อและไข่
อาหาร
แคลอรี่ (Kcal)
น้ำพนิกกุ้งแห้ง,ทอด (1ถ้วย, 40g)
126
แกงมัสมั่น(1 ชาม)
258
เบอเกอร์เนื้อ (1 ชิ้น, 180g)
427
เนื้อสะเต๊ะ (10 ไม้, 150g)
360
ไข่เยี่ยวม้า (115g)
97
ชีสเบอเกอร์ (120g)
341
ข้าวผัด ไก่ทอด เฟรนฟราย (1 ชุด)
726
กระหรี่ไก่ (1 ชิ้น, 125g)
195
ไก่สะเต๊ะ(10ไม้, 150g)
365
ปลาหมึกชุบแป้งทอด (1 จานเล็ก)
630
ไข่ (1 ฟอง, 50g)
71
ลูกชิ้นปลา (5 ลูก, 45g)
37
นักเก็ตปลา(1 ชิ้น)
427
กระหรี่หัวปลา (1 จานเล็ก)
288
ไก่ทอด (1 ชิ้น, 120g)
255
ฮอทดอก (80g)
225
ฉู่ฉี่ปลา (1 จาน)
180
แกงเหลืองกุ้ง(1 จานเล็ก)
194
ไข่นกกระทา (5 ลูก, 60g)
85
ปลาเปรี้ยวหวาน (1 จาน)
567
 
ผักและผลไม้
อาหาร
แคลอรี่ (Kcal)
แอปเปิ้ลแดง (1 ลูก , 100g)
52
กล้วย (2 ลูก, 185g)
124
มะระ(1 ลูก, 394g)
57
บรอคโคลี่ (1 ต้น, 154g)
45
กระหล่ำ (1 ถ้วย, 70g)
15
แครอท (1 ถ้วย, 125g)
45
คื่นช่ายฝรั่ง (1 ถ้วย, 125g)
14
มะเขือม่วง (1 ลูก, 131g)
36
ผักคะน้า (1 ถ้วย, 63g)
27
ผักบุ้ง (1 ต้น)
165
กีวี (1 ผล, 90g)
35
กระเจี๊ยบเขียว (5 ต้น, 66g)
18
มะนาว (1 ลูก, 140g)
10
มะม่วง (1 ลูก, 230g)
103
เห็ด (5 ชิ้น, 11g)
34
ส้ม (1 ผล, 130g)
38
มะละกอ (1 ลูก, 160g)
35
หัวไช้เท้า(1 ลูก,263g)
31
ผักขม (1 ถ้วย, 55g)
14
มะเขือเทศ (2 ลูก, 45g)
9
แว่นแก้ว (1 ถ้วย, 77g)
15
 
 
เครื่องดื่มและของหวาน
อาหาร
แคลอรี่ (Kcal)
เยลลี่ (1 ชิ้น)
37
พายแอปเปิ้ล (1 ชิ้น)
260
เค้ก (1 ชิ้น, 10g)
36
น้ำอัดลม (1 ขวด, 600ml)
258
เค้กชอกโกแล็ต (1 ชิ้น, 64g)
235
โดนัท (1 ชิ้น, 75g)
68
กาแฟ (1 ซอง, 20g)
87
โยเกิร์ตโรแฟต (1 ถ้วย)
100
นมชอกโกแลต (1 แก้วกลาง, 100g)
483
ไมโล (1 แก้วเล็ฏ)
133
กล้วยแขก (1 ชิ้น, 65g)
129
ปอเปี๊ยทอด (34g)
91
ปอเปี๊ยสด (50g)
94
นมถั่วเหลือง (245g)
132
เต้าฮวย (1 ถ้วย)
144
ชานม (1 แก้วเล็ก)
83
วุ้น (1 ชิ้น, 70g)
292
น้ำเปล่า
0