การเปลี่ยนแปลงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ (เดือนที่ 7 – 9)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่สอง อาจจะยังคงมีอยู่ บวกกับอาการหายใจลำบาก ปวดหน่วงที่ท้องน้อย หลัง ก้นกบ หน้าขา และช่องคลอด รวมถึงการเข้าห้องน้ำบ่อยด้วย ซึ่งเกิดจากทารกในครรภ์ตัวใหญ่ขึ้นและได้กดอวัยวะต่างๆ

อาการที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่สาม
• อาการแสบ จุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ หรือ กระเพาะอาหาร จะเป็นได้มากขึ้น
• มีอาการบวมบริเวณข้อมือ ข้อเท้า นิ้วมือและใบหน้า แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีอาการบวมร่วมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีไข่ขาวในปัสสาวะ ต้องรีบพบแพทย์เนื่องจากอาจเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งถ้าเป็นมากอาจจะทำให้เกิดการชัก และทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้
• เส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร
• เต้านมคัดตึง บางครั้งอาจจะมีน้ำนมไหลได้
• อาการตะคริวที่น่อง
• นอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากทารกที่ขนาดโตขึ้นทำให้การหายใจลำบากโดยเฉพาะเวลาที่นอน จะยิ่งแน่นอึดอัดขึ้น
 
 
  น้ำหนักเพิ่ม
  ระยะนี้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะมีความแตกต่างกัน เฉลี่ยแล้วจะประมาณ ½ ก.ก.ต่อสัปดาห์หรือ 2 ก.ก.ต่อ
  เดือน ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ น้ำหนักจะขึ้นประมาณ 12-18 ก.ก.

  การเปลี่ยนแปลงของทารก
  ช่วงนี้พื้นที่ในมดลูกจะน้อยเทียบกับขนาดของเด็กที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คุณแม่อาจจะรู้สึกว่าทารกดิ้นหรือ
  เคลื่อนไหวน้อยลงไม่เท่ากับในช่วงไตรมาสที่สอง
 
  ช่วงระยะสุดท้ายของการตั้งครรภ์ทารกยังคงมีการเจริญเติบโตอยู่เรื่อยๆ และจะโตเร็วมากกว่า 2 ไตรมาส
  แรก ก่อนที่จะคลอดทารกสามารถที่จะลืมตา หลับตาได้หรือแม้กระทั่งดูดนิ้วมือ ทารกจะเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมในท่าที่จะคลอด นั่นคือหัวทารกจะกลับลง และสอดเข้าในอุ้งเชิงกราน ในครรภ์แรกจะเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 36-37 ครรภ์หลังอาจจะเกิดช้ากว่านี้คือช่วงใกล้คลอดเลย ซึ่งท่านี้จะสามารถช่วยแรงดันที่ปอดและกระบังลมจากยอดมดลูกที่ขยายโตขึ้น ทำให้สามารถหายใจได้สะดวกขึ้น บางคนเรียกว่า “ท้องลด” ความยาวของทารกแรกเกิดจะอยู่ระหว่าง 50 -53 ซ.ม.และหนักประมาณ 2.9-3.0 ก.ก.
 
 
การนอนหลับพักผ่อนในช่วงไตรมาสที่สาม

ในช่วงก่อนคลอดคุณแม่อาจจะรู้สึกไม่มีแรงหรือเพลียมากขึ้น เพราะต้องเผาผลาญเพื่อให้ได้พลังงานไปเลี้ยงลูกมากขึ้น ดังนั้นจึงควรจะต้องพักผ่อนมากขึ้น แต่การนอนหลับจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนไหวของทารก ขนาดทารกที่ใหญ่ทำให้อึดอัดหายใจลำบาก และการต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ เนื่องจากทารกที่โตกดทับกระเพาะปัสสาวะ
 
 
ข้อแนะนำเพื่อช่วยให้นอนหลับพักผ่อนได้ง่ายขึ้น

• หลีกเลี่ยงการทานอาหารหนักก่อนการนอนหลับ 3 ชั่วโมง
• ออกกำลังกายเล็กน้อย เช่นการเดินช้าๆ
• หลีกเลี่ยงการนอนหลับในช่วงกลางวัน อาจจะนอนพักเฉยๆ แต่ไม่ต้องหลับ
• พูดคุยกับสามี เพื่อนหรือแพทย์เพื่อผ่อนคลายความเครียด
 
 
การพบแพทย์

ช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ควรจะพบแพทย์ถี่ขึ้น คือ ประมาณสัปดาห์ที่ 28-36 จะแนะนำให้พบแพทย์ทุกๆ 2 สัปดาห์ หลังจากสัปดาห์ที่ 36 จะพบแพทย์ทุกๆ สัปดาห์จนกระทั่งคลอด
เมื่อใกล้วันครบกำหนดควรปรึกษาหารือเกี่ยวกับการคลอด วิธีการคลอด เนื่องจากคุณแม่บางคนจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดคลอด เนื่องจากทารกไม่กลับตัว ภาวะรกเกาะต่ำ เป็นต้น
ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะมีการแจ้งวันครบกำหนดคลอดให้คุณแม่ทราบ ซึ่งจะเป็นวันที่ครรภ์ครบกำหนด 40 สัปดาห์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะคลอดก่อนซัก 1-3 สัปดาห์ แต่บางคนก็อาจจะเลยกำหนดได้ 2 สัปดาห์ (ช่วง 37-42 สัปดาห์ ) ดังนั้นการเลยกำหนดคลอดจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และก็ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น แต่บางครั้งแพทย์เป็นห่วงเรื่องสุขภาพของทารกในครรภ์ แพทย์จึงตัดสินใจที่จะเร่งการคลอด ซึ่งการเร่งการคลอดจะกระทำเมื่อเลยกำหนดคลอดไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์
 
 
 
  บางเหตุผลที่แพทย์จำเป็นต้องเร่งการคลอด ก่อนที่ครรภ์จะครบกำหนด

  • คุณแม่มีภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ เช่น โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคเบาหวาน ที่อาจส่งผลต่อ
  สุขภาพทารกในครรภ์

  • ทารกเติบโตไม่ปกติ ทารกโตช้าในครรภ์

  • มีน้ำเดิน (มีน้ำคร่ำไหลออกจากช่องคลอด ) แต่ไม่มีอาการเจ็บครรภ์ร่วม ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะเร่งการ
  คลอดในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูก

  ปัจจุบันมีหลายวิธีที่จะเร่งให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูก อย่างการเจาะถุงน้ำคร่ำ หรือการสอดยาฮอร์โมนทางช่องคลอด หรือการให้ยาทางเส้นเลือด
 
 

เมื่อไหร่ควรจะรีบไปพบแพทย์

ก่อนที่จะถึงวันครบกำหนดคลอด ควรศึกษาเส้นทางเพื่อไปโรงพยาบาล การเดินทาง ในช่วงเวลาธรรมดา เวลาเร่งด่วน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อทางโรงพยาบาล เพื่อเตรียมความพร้อมเสมอกรณีที่เจ็บครรภ์คลอด

อาการที่บ่งบอกว่ามีอาการเจ็บท้อง

• มีการบีบรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ทุก 10-15 นาที บีบตัวเพิ่มขึ้นและแรงขึ้นเรื่อยๆ

• ปวดหลังส่วนล่างหรือบั้นเอว ร้าวลงช่องคลอด หน้าขา

• มีน้ำเดิน

• มีมูกเลือดออกทางช่องคลอด การคลอดอาจเกิดได้ทุกเวลาหรือภายใน 1 วัน

• ปากมดลูกขยายและเริ่มที่จะบางลงและนุ่มขึ้น ระหว่างการตรวจช่องเชิงกราน แพทย์จะสามารถประเมินได้ว่าการคลอดจะเริ่มขึ้นประมาณเมื่อใด
 
ถ้ามีอาการที่บอกไปข้างต้น ควรรีบพบแพทย์ที่ทำการฝากครรภ์ด้วยทันที เพื่อการคลอดที่ปลอดภัยทั้งแม่และลูก