การเปลี่ยนแปลงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ (เดือนที่ 4 – 6)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก เช่น คลื่นไส้ และ อ่อนเพลียลดลงหรือหมดไป แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นทางด้านร่างกายจะเพิ่มมากขึ้น เช่น หน้าท้องจะเริ่มเห็นได้ชัด น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็ว และ ทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้น และ ช่วงกลางไตรมาสนี้ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงทารกในครรภ์มีการเคลื่อนไหว รู้สึกทารกดิ้น และอาจจะมีอาการบางอย่างเพิ่มขึ้น เช่น ปวดเมื่อย เพลีย หน้ามืด จะเป็นลม

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้มีดังนี้

• รู้สึกปวดหน่วงในท้องน้อย ก้นกบและร้าวมาที่ ต้นขา
• ปวดหลัง ปวดเอว จากการที่ร่างกายแอ่นหลังเพื่อให้อยู่ในท่าที่สมดุล
• หายใจไม่อิ่ม สูดหายใจได้ไม่เต็มที่
• ผิวหนังหน้าท้องเริ่มมีการแตกลาย เนื่องจากการการยืดขยายตัวของผิวหนัง
• ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง แห้ง และ คล้ำลง
• มือและนิ้วมีขนาดบวมใหญ่ขึ้น
• อาการตะคริวที่น่อง หน้าท้อง
 
 
 
  น้ำหนักเพิ่ม
 
  การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยปกติน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอาทิตย์ละ
  1 /2 ก.ก. หรือ ประมาณ 2 ก.ก. ต่อเดือนในช่วงไตรมาสนี้

  ในส่วนของทารก เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง ทารกในครรภ์จะหนักประมาณ 1 ก.ก.และยาวประมาณ 35 ฃ.ม.
  จะมีการพัฒนาของนิ้วมือ นิ้วเท้า ประมาณเดือนที่ 5 ( 18-20 สัปดาห์ ) จะสามารถรับรู้ได้ถึงการ ดิ้นของ
  ทารก และเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง จะพบว่า อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด และไต ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มที่
 
 
 
 
  การตรวจต่างๆ ในช่วงไตรมาสที่สอง
 
  ช่วงไตรมาสที่สอง ควรจะได้พบแพทย์อย่างน้อยเดือนละครั้ง ในช่วงนี้อาจมีการทำอัลตราซาวนด์เพื่อดูการ
  พัฒนาและสุขภาพของทารกในครรภ์ และอาจจะสามารถดูเพศของทารกได้ด้วย รวมถึงการตรวจอย่างอื่นเพื่อ
  ดูความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจถ่ายทอดมาจากแม่หรือพ่อก็ได้ หรือบางครั้งอาจ
  เกิดขึ้นได้โดยที่ไม่มีประวัติความผิดปกติทางพันธุกรรมในครอบครัวเลยก็เป็นได้ ยิ่งเมื่อคุณ แม่อายุเกิน 35 ปี
  ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมในทารกได้มากขึ้น
 
 



 
การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม สามารถตรวจได้จาก  

การตรวจน้ำคร่ำ ( amniocentesis )
 
สามารถกระทำได้เมื่อตั้งครรภ์แล้วอย่างน้อย 16 สัปดาห์ วิธีการตรวจแพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านทางหน้าท้อง ผ่านผนังมดลูก เพื่อดูดน้ำคร่ำออกมาตรวจ เซลล์จากน้ำคร่ำจะถูกตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซม ความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจจะมีประมาณ 1 ใน 200

การตรวจเลือด
 
การตรวจเลือดสามารถทำได้หลายอย่างมีชื่อเรียกการตรวจแตกต่างกันไป เช่น triple test, quadruple screen ซึ่งจะนิยมทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 15 – 20 สัปดาห์ เป็นการตรวจหาความผิดปกติเช่น Down syndrome, trisomy 18, trisomy 13 , open neural tube defects
 
ปัจจุบันมีการตรวจเลือด ที่สามารถทราบผลโครโมโซม ความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ โดยการตรวจเลือดแม่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการตรวจน้ำคร่ำ เนื่องจากการตรวจน้ำคร่ำมีความเสี่ยงเรื่องของการแท้งได้ประมาณ 0.5% ในขณะที่ความแม่นยำก็ดีกว่าการตรวจเลือด triple test คือประมาณ 99% เทียบกับ 70% ตามลำดับ
 
 
Targeted Ultrasound
 
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการทำอัลตราซาวนด์ จะอยู่ระหว่าง 20-22 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ซึ่งปัญหาต่างๆ ของทารกจะสามารถเห็นได้ เช่นหัวใจ สมอง มือเท้า ระบบทางเดินอาหาร แต่ก็อาจจะมีความผิดปกติเล็กๆน้อยๆบางอย่างไม่สามารถตรวจพบได้ เช่น หูหนวก ตาบอด ผนังกั้นห้องหัวใจรั่วขนาดเล็ก
 
การทำอัลตราซาวนด์จะทำให้มองเห็นความผิดปกติของสันหลัง เช่น spina bifida (กระดูกสันหลังมีรอยโหว่ ) และรวมถึงการมองเห็นเพศของทารกได้ด้วย แต่การทำอัลตราซาวนด์นั้นไม่สามารถที่จะวินิจฉัยโรค Down syndrome ได้ มีเพียงแค่ 1 ใน 3 ของทารกเท่านั้นที่สามารถบ่งบอกได้ด้วยอัลตราซาวนด์