การมีประจำเดือน
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
           ประจำเดือน คือ การที่มีเลือดปนกับเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก ไหลออกมาในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นสิ่งปกติที่พบในสตรีที่เป็นผู้ใหญ่แล้วทุกคน โดยทั่วไปผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนที่อายุเฉลี่ยประมาณ 12-13 ปี บางคนอาจเริ่มเร็วกว่านั้น เร็วที่สุดที่พบได้คืออายุ 8 ปี หรือช้ากว่านั้นคือ อายุ 16 ปี ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
           การมีประจำเดือน เป็นการบ่งบอกอย่างหนึ่งว่า สตรีนั้นยังอยู่ในวัยที่สามารถมีลูกได้ ประจำเดือนจะมาเป็นรอบ รอบละประมาณ 28-30 วัน บางคนก็อาจจะมีรอบที่เร็วกว่านั้น หรือช้ากว่านั้น ตั้งแต่ 24 - 35 วัน มาแต่ละรอบนาน 2-7 วัน เฉลี่ยอยู่ที่ 3 - 4 วัน
 
           เมื่อเริ่มรอบประจำเดือน ประมาณวันที่ 5 หลังจากประจำเดือนวันแรก เยื่อบุโพรงมดลูก จะค่อยๆ เจริญหนาตัวขึ้นมาใหม่จากฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่ผลิตจากรังไข่ เพื่อเตรียมรับการฝังตัวของตัวอ่อน ประมาณวันที่ 14 – 15 หลังจากประจำเดือนวันแรก จะมีไข่ถูกปล่อยมาจากรังไข่เรียกว่า การตกไข่ และรังไข่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมาอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกสมบูรณ์พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งเกิดจากการผสมของไข่ และอสุจิ แต่ถ้าไม่มีการฝังตัวของตัวอ่อนเกิดขึ้น ฮอร์โมนจากรังไข่จะลดลงไป และเยื่อบุโพรงมดลูกจะสลายตัว หลุดลอกออกมาจากผนังมดลูก พร้อมกับเลือดกลายเป็นเลือดประจำเดือน
 
ลักษณะการมีประจำเดือนปกติ
 
           ดังที่ กล่าวแล้วว่าเลือดประจำเดือนประกอบด้วยเลือดและเยื่อบุโพรงมดลูกที่สลายตัว ไหลจากโพรงมดลูก ผ่านช่องคลอดออกมา ในสตรีแต่ละคนการมีเลือดออกแต่ละเดือนจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่บางคนลักษณะการมีประจำเดือนเในแต่ละเดือนก็ไม่เหมือนกัน โดยปกติแล้วรอบประจำเดือนมักจะอยู่ระหว่าง 24 - 35 วันเฉลี่ย 28 – 30 วัน มารอบละ 2 - 7 วันเฉลี่ย 3 - 4 วัน ปริมาณที่มาก็ไม่เท่ากัน แต่ต้องไม่มามากจนมีภาวะโลหิตจาง ความเข้มข้นเลือดลดต่ำลง หรือมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย เป็นลม
 
           ช่วงปีแรกๆของการเริ่มมีประจำเดือน อาจจะมาไม่ค่อยสม่ำเสมอได้ และจะค่อยๆ ปรับสมดุลจนมาสม่ำเสมอในปีที่ 2 - 3 และทำนองเดียวกัน สตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน ก็อาจมีรอบประจำเดือน ไม่สม่ำเสมอได้ โดยทั่วไปจะมีรอบระดูที่สั้นลง จำนวนเลือดออกน้อยลง บางเดือนอาจจะไม่มา
 
           การนับรอบเดือนโดยปกติ จะนับวันที่มีประจำเดือน เป็นวันที่ 1 ไปจนถึงวันก่อนมีรอบเดือนถัดไป ถือว่าเป็น 1 รอบเดือน
 
อาการของการมีประจำเดือน
 
           ในแต่ละเดือนที่มี ประจำเดือน สตรีแต่ละคนจะมีอาการที่แตกต่างกันไป อาการทั่วๆ ไปคือ ปวดบีบๆ ถ่วงๆ ที่ท้องน้อยในสองถึงสามวันแรกที่เลือดประจำเดือนมา ถ้าปวดไม่มาก สม่ำเสมอเท่าๆกันทุกเดือนก็ถือว่าปกติ
 
สตรีบางรายอาจมีอาการอย่างอื่นก่อนมีประจำเดือน 1 - 2 สัปดาห์ ที่พบบ่อยคืออาการ
 
  • • อึดอัดในท้อง ท้องอืดบวม
  • • เจ็บคัดเต้านม
  • • ปวดศีรษะ
  • • อ่อนเพลีย
  • • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด หดหู่
  • • อยากรับประทานอาหารมากกว่าปกติ
           อาการ เหล่านี้เรียกว่า อาการก่อนมีประจำเดือน ( premenstruation syndrome ) จะมากหรือน้อยต่างกันในแต่ละคน สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย แต่ยังไม่ทราบกลไกที่แน่นอนทั้งหมด ถ้าอาการเป็นมากจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็ควรได้รับการรักษา
 
อาการปวดประจำเดือนแก้ได้อย่างไร
 
มีหลายวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ด้วยตนเอง ได้แก่
 
  • - การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • - การผ่อนคลายทางอารมณ์ เช่น ทำสมาธิ โยคะ
  • - การวางกระเป๋าน้ำร้อนที่ท้องน้อย
  • - การรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ยากลุ่ม NSAIDS ( ponstan, ibuprofen, aspirin )
           ถ้าอาการปวดยังไม่หาย และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละรอบเดือน ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นๆ เช่นภาวะที่มีพังผืดในช่องท้อง ถุงน้ำในรังไข่ ช็อกโกแลตซิสท์ เนื้องอกมดลูก เป็นต้น
 
ลักษณะประจำเดือนผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์

1.สตรีที่มีอายุ 16 ปีแล้วยังไม่มีประจำเดือน หรือถ้าอายุ 14 ปีแล้วยังไม่มีการพัฒนาการทางเพศของสตรี เช่น เต้านมขยาย สะโพกผาย ขนบริเวณหัวเหน่า
2.สตรีที่เคยมีประจำเดือนแล้วแต่ประจำเดือนหายไปเกิน 6 เดือน หรือ 3 รอบประจำเดือน
3.สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ประจำเดือนไม่มาในเวลาที่ควรมา สงสัยตั้งครรภ์ ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที
4.ประจำเดือนมามาก มานานกว่าที่เคยมีตามปกติ โดยเฉพาะมีประจำเดือนออกมาเป็นก้อนเลือด มานานกว่า 7 วัน หรือประจำเดือนมากร่วมกับอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด เวียนหัว
5.ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มากะปริดกะปรอยไม่แน่นอน เดือนหนึ่งมาหลายครั้ง
6.ปวดประจำเดือนมากทุกเดือน และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มักมีความผิดปกติในอุ้งเชิงกราน
7.สตรีที่อายุเกิน 35 ปีทุกคน ถ้ามีลักษณะของประจำเดือนผิดปกติไปจากเดิม ควรรีบพบแพทย์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงภาวะมะเร็งของโพรงมดลูก
8.สตรีที่หมดประจำเดือนไปแล้ว คือไม่มีประจำเดือนเกิน 1 ปี แล้วกลับมามีประจำเดือนออก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดอีก ควรรีบพบแพทย์ทันที
 
ลักษณะประจำเดือนผิดปกติที่มีผลกับการมีลูกยาก
 
           ลักษณะประจำเดือนผิดปกติที่พบได้บ่อยในคู่สมรสที่มีลูกยาก คือ Polycystic ovarian syndrome (PCOS) เกิดจากความไม่สมดุลทางฮอร์โมน จะมีรอบประจำเดือนที่ยาวกว่าปกติ ระดับฮอร์โมนเพศชายจะสูงกว่าในสตรีทั่วไป ไม่มีการตกไข่ เมื่อไม่มีการตกไข่ ก็จะทำให้เกิดภาวะมีลูกยากกว่าปกติ คู่สมรสที่มีภาวะ PCOS และอยากมีลูก แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยากระตุ้นการไข่ และยาเหนี่ยวนำให้เกิดการตกไข่ เพื่อช่วยให้สามารถมีลูกได้ง่ายขึ้น