การเปลี่ยนแปลงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (เดือนที่ 1 – 3)
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
 
          ในช่วงการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกร่างกายแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะจะมีการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมให้ทารกเจริญเติบโต มีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย อยากนอนอยากพักผ่อน อารมณ์เปลี่ยนแปลง อาการเหล่านี้จะค่อยๆหายไปเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่บางคนอาจจะไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ ในขณะที่ส่วนน้อย อาจจะมีอาการจนกระทั่งถึงไตรมาสที่ 2 หรือ จนเกือบคลอดเลยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
 
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
 
หลายๆคนมักเกิดอาการเพลีย เหนื่อยง่ายในการตั้งครรภ์ช่วงแรก ซึ่งเป็นอาการปกติ เนื่องจากร่างกายมีการทำงานที่หนักมากขึ้น จากการที่มีทารกในท้องเพิ่มมาอีกคน การที่เราเหนื่อยมาก ก็เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าร่างกายควรได้รับการพักผ่อนมากขึ้น ดังนั้นเมื่อรู้สึกเหนื่อยก็ควรจะ

1. นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงในช่วงกลางคืน

2. พักทุกครั้งเมื่อมีอาการเหนื่อย

3. เมื่อนอนพักผ่อนควรจะนอนตะแคง ได้ทั้งซ้ายและขวา การนอนตะแคงจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงตามเนื้อเยื่อของร่างกายได้ดี
 
คลื่นไส้และอาเจียน
 
          อาการคลื่นไส้และอาเจียนมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า แต่บางคนอาจจะมีอาการเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเริ่มเป็นเมื่อเริ่มสัปดาห์ที่ 6 และเป็นมากขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ 8-10 และจะหายไปหลังจากไตรมาสแรก มีวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้
 
1. รับประทานอาหารครั้งละน้อยแต่ทานบ่อยครั้ง แทนที่จะเป็น 3 มื้อใหญ่ อาจจะซอยเป็นมื้อเล็ก แต่ทาน 6 เวลา หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน และ อาหารรสเผ็ดจัด

2. รับประทานอาหารจำพวกแป้ง เช่น แครกเกอร์ ขนมปังกรอบ เมื่อรู้สึกว่าคลื่นไส้

3. ในช่วงนี้ยังไม่จำเป็นต้องทานนม เพราะอาจจะทำให้ท้องอืดมากขึ้น คลื่นไส้ ท้องเสียได้

4. ทานวิตามิน B6 เพิ่มเติมเมื่อมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน หรือทานยาแก้แพ้แก้อาเจียนในรายที่เป็นมาก

5.ถ้ามีอาการอาเจียนมากขึ้น ทานอาหารได้น้อยกว่าที่อาเจียนออกมา น้ำหนักลดลงมาก ควรจะพบแพทย์เนื่องจากร่างกายอาจจะสูญเสียน้ำอย่างมากจนอาจเกิดอาการขาดน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ และอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำและอาหาร ทางหลอดเลือดดำ
 
ปัสสาวะบ่อย
 
          ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ มดลูกจะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งจะไปกดที่กระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดอาการ ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะออกไปแล้วก็รู้สึกว่ายังอยากจะถ่ายปัสสาวะอีก แต่ไม่ควรจะกลั้นปัสสาวะไว้นานๆแล้วถ่ายทีเดียว หากมีปัสสาวะบ่อยร่วมกับมีอาการปวด แสบ หรือมีเลือดปนมากับปัสสาวะ ให้รีบพบแพทย์เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและจำเป็นต้อง ได้รับการรักษา
 
น้ำหนักเพิ่ม
 
          ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ การเพิ่มของน้ำหนักตัวยังมีไม่มากนัก ประมาณครึ่งถึงหนึ่ง กิโลกรัมต่อเดือน การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ทารกจะมีขนาดยาวประมาณ 7.5 ช.ม. หนักประมาณ 15 กรัม อวัยวะที่สำคัญเช่น สมอง หัวใจ ตับ ไตได้พัฒนาจนเกือบครบแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารก แต่จริงๆ แล้วทารกนั้นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะว่ายังตัวเล็กอยู่คุณแม่จึงยังไม่รู้สึกถึงแรงกระทบจากการที่ทารกดิ้น
 
          ในช่วงแรกของการ ตั้งครรภ์ การพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับช่วงแรกของการตั้งครรภ์ แพทย์ที่ทำการตรวจครรภ์จะซักประวัติในเรื่อง
 
  • - สุขภาพร่างกายทั่วไป เช่น ประวัติการเจ็บป่วย แพ้ยา ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ การผ่าตัด และ การตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมา ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
  • การวัดความดันและชั่งน้ำหนัก ตรวจร่างกาย
  • การตรวจภายในและอาจจะตรวจมะเร็งปากมดลูก
  • การตรวจเลือดหาภาวะโลหิตจาง โรคติดเชื้อที่สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เช่นไวรัสเอดส์ ตับอักเสบบี ซิฟิลิส
  • การอัลตราซาวนด์ เพื่อยืนยันอายุครรภ์ ตรวจเช็คหาการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติอื่นๆ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก ครรภ์ไข่ปลาอุก ท้องลมเป็นต้น

การตรวจอื่นๆ

- ตรวจอัลตราซาวด์ดูความหนาของผิวหนังที่คอของทารก Nuchal Translucency Screening (NTS) จะทำในช่วงสัปดาห์ที่ 11 - 14 ซึ่งมักทำร่วมกับการเจาะเลือด เพื่อหาสารหรือฮอร์โมนบางตัวในกระแสเลือด เพื่อคัดกรองทารกที่มีความเสี่ยง ดาวน์ซินโดรม

- การตรวจเลือดเพื่อหาเซลล์ของทารกที่ปะปนเข้ามาในกระแสเลือดแม่ วิธีนี้มีประโยชน์มาก ใช้ตรวจหาทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ โดยเฉพาะทารกกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจาะน้ำคร่ำ (amniocentesis) เนื่องจากเป็นการเจาะเลือดของแม่จึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องการแท้งบุตร หรือการติดเชื้อในลูกเหมือนการเจาะน้ำคร่ำ ปัจจุบันมีการตรวจหลายบริษัท เช่น nifty panorama harmony ซึ่งสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 9-10 สัปดาห์เป็นต้นไป