เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์
โดย นพ. ชัยสึก จิวะธนะพร
 
การวางแผนเพื่อเตรียมตัวก่อนมีบุตรเป็นเรื่องที่คู่สมรสควรจะให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์แล้ว ยังเป็นการเตรียมตัวเพื่อให้ทารกที่จะเกิดมามีความสมบูรณ์และแข็งแรงเป็นปรกติด้วย โดยที่คู่สมรสควรมีการวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนที่จะเริ่มตั้งครรภ์ ควรรักษาสุขภาพให้ดีและกินอาหารที่มีประโยชน์อยู่เสมอ การพบแพทย์เพื่อเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ก็จะทำให้คู่สมรสมีความมั่นใจมากขึ้น หากมีข้อใดที่ทำให้รู้สึกวิตกกังวลจะได้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขหรือป้องกันได้ทัน

สิ่งที่ควรต้องคำนึงถึงก่อนการตั้งครรภ์

1. โรคประจำตัว
ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคหัวใจ, โรคลมชัก, โรคหอบหืด, โรคไต ธัยรอยด์เป็นพิษควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์เสมอ เพราะยาที่ใช้รักษาบางตัวอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ หรืออาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ยาก หรือบางโรคต้องรอให้โรคสงบจึงจะปลอดภัยในการตั้งครรภ์ การดูแลรักษาอาจจะต้องดูแลร่วมกันทั้งสูตินรีแพทย์ และอายุรแพทย์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะได้มีลูกที่สมบูรณ์ และปลอดภัยกับมารดาด้วย

 
2. โรคทางกรรมพันธุ์
โรคบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง ประเทศไทยมีคนเป็นโรคนี้มากโดยเฉพาะแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ลูกก็มีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้ได้ ฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์ กรณีที่ตรวจพบความเสี่ยงอาจต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมโดยเฉพาะ เพื่อตรวจสอบว่าลูกที่จะเกิดมามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากน้อยเพียงใด

3. โรคติดต่อ เช่น ซิฟิลิส เอดส์ ไวรัสตับอักเสบ อาจติดไปถึงลูกได้ ไม่ว่าจะผ่านทางสายสะดือ หรือติดต่อกันระหว่างคลอด ควรเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันและรักษาก่อน

4. หัดเยอรมัน (Rubella)
ส่วนใหญ่เราจะมีภูมป้องกันหัดเยอรมันอยู่แล้ว เนื่องจากได้รับการฉีดวัคซีนตามมาตรฐานตั้งแต่วัยเด็ก แต่ในบางกรณีภูมิต้านทานอาจจะลดลงหรือไม่มีเลย หากไม่มีภูมิต้านทานโรคหัดเยอรมันและติดเชื้อในระหว่างการตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก จะมีผลกระทบกับทารกค่อนข้างมาก เพราะเป็นช่วงที่ทารกกำลังสร้างอวัยวะ จะทำให้ลูกมีโอกาสเกิดความพิการได้ เช่นหูหนวก, ตาบอด, สมองเล็ก, หัวใจรั่ว ดังนั้นควรตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันก่อนการตั้งครรภ์ เสมอ ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน แพทย์จะฉีดวัคซีนให้ และควรคุมกำเนิดหลังฉีดวัคซีนนี้อย่างน้อย 3 เดือน (ถ้าตั้งครรภ์แล้ว ห้ามฉีดวัคซีนนี้)

 
5. การใช้ยา
หากรู้สึกว่าอาจจะตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ควรงด ใช้ยาทุกชนิด ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาเพราะมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกใช้ยาที่ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์


6. รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์
รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อจะได้ตั้งครรภ์ และมีบุตรที่แข็งแรง สุขภาพดี
การรับประทานกรดโฟลิก เพื่อช่วยในการพัฒนากระดูกสันหลังของทารก ถ้าเป็นไปได้ควรรับประทานก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือน ในระยะเตรียมตัวตั้งครรภ์ควรได้รับโฟลิก วันละ 500 ไมโครกรัมเลย ซึ่งกรดโฟลิกนี้พบได้มากในผักใบเขียว ผักขม ซีเรียลต่าง ๆ หรืออาจจะรับประทานในรูปของยา หรืออาหารเสริมก็ได้

7. เหล้า, บุหรี่
เลิกดื่มเหล้าและงดสูบบุหรี่ เพราะทั้ง 2 อย่าง จะทำให้ความสามารถในการมีลูกลดลงทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพราะแอลกอฮอล์มีผลต่อคุณภาพของอสุจิและไข่ รวมทั้งทำลายเซลล์สมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์ ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของทารกในครรภ์และมีโอกาสทำให้เกิดการแท้งบุตร ส่วนบุหรี่จะทำให้มีโอกาสคลอดทารกก่อนกำหนด หรือ ทารกมักมีน้ำหนักตัวน้อย ควันบุหร่จากบุคคลอื่นก็มีผลเช่นเดียวกัน ฉะนั้น นอกจากงดสูบบุหรี่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่นอีกด้วย


8. น้ำหนักตัว
ก่อนตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ ถ้าน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป ควรพบแพทย์เพื่อควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม การมีน้ำหนักมากหรือน้อยไป อาจจะส่งผลต่อสุขภาพแม่ เช่นเพิ่มโอกาสเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ ถ้าน้ำหนักน้อยไปก็จะมีผลต่อน้ำหนักของทารกในครรภ์ได้ ระหว่างตั้งครรภ์ไม่ควรลดความอ้วน เพราะจะทำให้ทารกขาดสารอาหารที่จำเป็น


9. อายุ
อายุ ที่เหมาะสมจะมีบุตรของผู้หญิงเราคือ อายุ 20 - 30 ปี แต่ปัจจุบันผู้หญิงแต่งงานช้าลงและมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น หากคิดจะมีลูกเมื่ออายุเกิน 35 ปี ควรปรึกษาแพทย์ เพราะยิ่งมีลูกตอนอายุมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีลูกยากหรือมีลูกไม่สมบูรณ์ก็สูงขึ้นเท่านั้น

10. การตรวจเลือดก่อนการตั้งครรภ์ ควรตรวจกรุ๊ปเลือด เม็ดเลือด โรคติดเชื้อซิฟิลิส ไวรัสเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี (และซี) ภูมิต้านทานหัดเยอรมันและตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย ก่อนที่จะตั้งครรภ์